25/07/2021
สถานการปัจจุบัน
วันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ก.ค.) เพจโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ แจ้งว่าสถานการณ์แย่กว่าเดิมหลายประการ โดยสรุปคือ
1. มีผู้ป่วยเสียชีวิตใน รพ.อีก 3 คน
2. การ swab หาผู้ติดเชื้อจำนวน 201 คน พบว่าติดเชื้อ 20% กว่าๆ ในจำนวนนั้นมีแพทย์ฝึกหัดเฉพาะทาง 1 คน เจ้าหน้าที่รพ. 1 คน
3. หอผู้ป่วยฉุกเฉินถูกปรับให้มีโซนห้องความดันลบ ขนาด 150 ตร.ม.เปิดใช้งานวันแรก ซึ่งคาดว่าน่าจะเต็มอย่างรวดเร็ว
4. ห้องคลอดเตรียมปรับเป็นห้องผู้ป่วยความดันลบด้วยเพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากมีผู้เข้ามาคลอดเร่งด่วนหลายราย บางวันนับสิบเคส ในระยะหลังพบว่า เกินครึ่งมีข้อบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นโควิดหรือพบผลบวกภายหลัง
5. มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อแล้วเกือบ 100 คน ถูกกักตัว PUI สะสมเกือบ 500 คน จากบุคลากรทั้งหมดที่มี 3,000 คนเศษ
6. คนเข้ามากกว่าคนออก เช่น วันที่ 24 ก.ค.มีผู้ป่วยส่งต่อมา 29 คน ขณะที่มีคนหายป่วยกลับบ้านเพียง 19 คน ตัวเลขสุทธิของคืน 24 ก.ค. ผู้ป่วยอยู่ รพ.สนาม 391 คน ตัวเลขสะสมเกือบ 3,400 คน
7. Home Isolation มีการเพิ่มพยาบาลรับผิดชอบ 6 คนเพื่อรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้มีผู้ป่วยในมือที่ต้องดูแลกว่า 250 คน และหากนับผู้ป่วยสะสมในโครงการกักตัวที่บ้านมีกว่า 400 คนแล้ว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสิ่งนี้จะเป็นทางออกให้ระบบไม่ล่มสลาย คาดหวังว่าสิ้นเดือน ก.ค.จะสามารถมีผู้ป่วยกักตัวที่บ้านได้มากกว่า 1,000 คน
8. คนสอบถามมากเรื่องการเลือกใส่ท่อช่วยหายใจ จึงขอชี้แจงว่า การดูแลผู้ป่วยวิกฤติที่มีโอกาสรอดชีวิตต่ำมากโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ จะมีผลทำให้คนไข้ต้องทรมาน การปั๊มหรือช็อคหัวใจหรือเจาะเส้นเลือดดำที่คอเพียงช่วยยื้อชีวิตผู้ป่วยไปอีกระยะหนึ่ง การเลือกใช้การดูแลรักษาแบบประคับประคองหรือ Palliative care โดยการให้ออกซิเจน มอร์ฟีนหรือยาระงับความรู้สึก เป็นกระบวนการที่ปฏิบัติกันอยู่เป็นปกติในผู้ป่วยระยะสุดท้ายของ รพ.ทั้งหลาย แต่ต้องได้รับความยินยอมจากครอบครัวผู้ป่วย เพียงแต่ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยลักษณะนี้มากขึ้นราว 10 เท่าของกรณีปกติ จึงต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการให้แพทย์ผู้ปฏิบัติงานทราบโดยทั่วไปถึงเกณฑ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบ Palliative care
“เรายืนยันได้อย่างหนักแน่นว่า โดยจรรยาบรรณของวิชาชีพ แพทย์ทุกคนจะพยายามช่วยเหลือรักษาชีวิตผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถและจะใช้ทุกวิธีการที่เป็นไปได้โดยไม่มีข้อยกเว้น การจะนำผู้ป่วยเข้ารักษาในระบบ Palliative care จะต้องเป็นไปโดยมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยการหารือของแพทย์หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะต้องเป็นไปโดยความยินยอมพร้อมใจของครอบครัวผู้ป่วย หรือเป็นไปตามเจตนาที่ผู้ป่วยได้แสดงไว้ล่วงหน้าเท่านั้น” เพจระบุ
9. อีกเพียง 1 สัปดาห์จะถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งทางเพจคาดว่าเป็นจุดพีคของการระบาดใหญ่ในเวฟที่ 4 นี้ หากตัวเลขผู้ป่วยใหม่รายวันไม่ทรงตัวอยู่ที่ 13,000-15,000 หรือลดลงบ้างตอนสิ้นเดือน แล้วกลายเป็นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแทน นั่นคงหมายความว่า สงครามคราวนี้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของพวกเรา และของระบบสาธารณสุขของเราด้วยเช่นกัน
“เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า แต่พวกเราก็พร้อมแล้วที่จะยืนเป็นแถวหน้า เพื่อจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์นั้น และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร.. #อนาคตจะต้องมีประเทศไทย” เพจระบุ