Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง

Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง เผยแพร่ข้อมูล สารสนเทศ งานวิชาการ และงานวิจัยด้านยางพารา และจับสัญญาณเตือนอุตสาหกรรมยางและตลาดโลก

เผยแพร่ข้อมูล ผลงานวิชาการ งานวิจัย ทางเลือกเชิงนโยบายยางพาราเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจยาง

05/09/2026
สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) รายงานสถิติยางธรรมชาติรายเดือน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569       ราคายางธรรมชาติมีความย...
04/09/2026

สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) รายงานสถิติยางธรรมชาติรายเดือน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569
ราคายางธรรมชาติมีความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปทานที่เริ่มฟื้นตัวตามฤดูกาล ความต้องการในอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ยังคงแข็งแกร่ง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคที่ขยายตัว
เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายนที่มีการเปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ในเดือนกรกฎาคมกลับเกิดความขัดแย้งและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือหลักขึ้นอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 83.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาตลาดทันที (Spot price) ณ สิ้นเดือน (31 กรกฎาคม) พุ่งสูงถึง 96.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การปรับตัวสูงขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและดันค่าความเสี่ยง (Risk premium) ในตลาดน้ำมันให้สูงขึ้น

สถานการณ์ราคา ยางธรรมชาติรายยางและดุลการค้า
จากรายละเอียดในรูปที่ 1 ราคายางธรรมชาติมีการเคลื่อนไหวแบบผสมในเดือนกรกฎาคม 2569:
ยาง SMR-20 (กัวลาลัมเปอร์): ราคาเฉลี่ยลดลง 4.38% (MoM) อยู่ที่ 2.22 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม
ยาง STR-20 (กรุงเทพฯ): ลดลง 7.84% อยู่ที่ 2.35 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม
ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS-3): ลดลง 5.43% อยู่ที่ 2.92 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม
ยางแผ่นรมควันชั้น 4 (RSS-4): ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.26% อยู่ที่ 2.90 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม
น้ำยางข้น (Latex-in-bulk): ราคาเฉลี่ยลดลง 6.62% อยู่ที่ 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม

ด้านการนำเข้า (Import)
ปริมาณการนำเข้าของจีนลดลง 3.17% (MoM) ในขณะที่อินเดีย (+9.38%), เวียดนาม (+11.08%) และมาเลเซีย (+9.52%) มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น
ด้านการส่งออก (Export)
ประเทศไทย (+0.10%), เวียดนาม (+3.31%) และมาเลเซีย (+11.48%) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กัมพูชา (-2.10%) และอินโดนีเซีย (-0.08%) ปรับตัวลดลง

ประมาณการอุปสงค์และอุปทานโลก
ผลผลิตรวมปี 2569 คาดการณ์ว่า ผลผลิตยางธรรมชาติโลกจะแตะระดับ 15.279 ล้านตัน เติบโตขึ้น 2.1% จาก 14.971 ล้านตันในปี 2568 นำโดยการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในไทย จีน อินเดีย และมาเลเซีย แม้ว่าอินโดนีเซียและเวียดนามจะมีการชะลอตัวลงก็ตาม (รูปที่ 2a)
ผลผลิตรายเดือน (กรกฎาคม 2569) ประมาณการอยู่ที่ 1.321 ล้านตัน ซึ่งต่ำกว่าระดับ 1.393 ล้านตันในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ 5.15% โดยคาดว่าไทย เวียดนาม และกัมพูชา จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้เกิดการฟื้นตัวตามฤดูกาล

ความต้องการใช้รวมปี 2569
คาดว่าความต้องการใช้ยางธรรมชาติโลกจะเติบโตเล็กน้อยที่ 0.4% แตะระดับ 15.356 ล้านตัน เทียบกับ 15.301 ล้านตันในปี 2568 โดยประเทศที่คาดว่าจะมีอัตราการบริโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย และกัมพูชา (รูปที่ 2b)
การบริโภครายเดือน (กรกฎาคม 2569): เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1,297,000 ตัน (+0.8% YoY) นำโดยจีน (603,100 ตัน) และอินเดีย (116,000 ตัน) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการยางยานยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มั่นคง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของอินเดียที่ยังคงขยายตัว (53.5) ยอดขายปลีกรถยนต์ที่ทำสถิติสูงสุดในอินเดีย และอุปสงค์ยางยานยนต์ในจีนที่ยังทรงตัวแม้อัตรา PMI ภาคการผลิตจะอยู่ที่ 49.2

ตลาดสัญญาล่วงหน้า
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเดือนกันยายน 2569 ในตลาด SHFE มีราคาเฉลี่ยที่ 16,802.61 หยวน/ตัน (-4.43% MoM)
ตลาด SGX มีราคาเฉลี่ยที่ 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม (-4.45% m/m)
#ยาง #สวนยางพารา #สวนยาง #ชาวสวนยาง #ยางพารา #ราคายาง #กยท

03/09/2026

5 แบรนด์ยางรถยนต์ชั้นนำของ"บริษัทญี่ปุ่น"
เขียนโดย: Mark Cowley
แปลและเรียบเรียง โดย admin วันที่เผยแพร่: 1 กันยายน 2026
ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดยมียักษ์ใหญ่ที่ครองยอดขายอันดับหนึ่งอย่าง Toyota รวมถึงค่ายรถยนต์สำคัญอย่าง Honda และ Nissan ซึ่งติด 10 อันดับแรกของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก นอกเหนือจากผู้ผลิตตัวรถแล้ว ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอีกหลายรายก็ครองความยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมเช่นกัน ดังเช่นข้อมูลการจัดอันดับของ Tire Business ในปี 2025 ที่ระบุว่า 4 ใน 12 ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกล้วนเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น

ผู้ผลิตยางรายใหญ่เหล่านี้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งภายใต้ชื่อแบรนด์ของตนเองและแบรนด์ลูกในเครือ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เราอาจเคยใช้อยางรถยนต์จากบริษัทญี่ปุ่นโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ แต่ละบริษัทยังมีข้อตกลงการผลิตยางติดรถยนต์มาตรฐานจากโรงงาน (Original Equipment หรือ OE) ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอีกด้วย แม้การสืบค้นว่าแบรนด์ยางใดอยู่ในเครือขององค์กรใดอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณพบเห็นแบรนด์เหล่านี้ในการเลือกซื้อยางครั้งต่อไป คุณก็มั่นใจได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากดินแดนอาทิตย์อุทัย

1. Bridgestone (บริดจสโตน)
นอกจากจะเป็นแบรนด์ยางรถยนต์ที่มียอดขายสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว Bridgestone ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุด บริษัทได้รับความไว้วางใจให้ผลิตยาง OE ให้กับค่ายรถยนต์หลากหลาย ตั้งแต่แบรนด์รถสปอร์ตระดับสมรรถนะสูงอย่าง Ferrari และ Porsche ไปจนถึงค่ายรถยนต์ตลาดมวลชนระดับโลกอย่าง GM และ Toyota
Bridgestone ยังเป็นเจ้าของแบรนด์ยางในเครืออีกหลายแบรนด์ ได้แก่:
* Fuzion: แบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่า สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถมินิแวน และรถ SUV
* SureDrive: แบรนด์ระดับเริ่มต้น (Entry-level) สำหรับผู้มองหายางราคาย่อมเยา
* Firestone: แบรนด์ประวัติศาสตร์ที่เข้ามาอยู่ภายใต้ Bridgestone ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 หลังจากการควบรวมกิจการของสองผู้ผลิตยางรายใหญ่
Bridgestone มีฐานการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีโรงงานมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งรับหน้าที่ผลิตตั้งแต่ยางรถยนต์นั่ง รถบรรทุก ยางเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการผสมสารประกอบยางขั้นสูง (Advanced rubber compounds)
แม้ปัจจุบันจะมีเครือข่ายระดับโลก แต่ Bridgestone เริ่มต้นจุดเล็กๆ ในปี ค.ศ. 1931 ณ เมืองคุรุเมะ จังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น และขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นภายในช่วงกลางทศวรรษ 1950 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 อย่างไรก็ตาม หุ้นมากกว่า 12% ยังคงถือครองโดยมูลนิธิที่ก่อตั้งโดย อิชิบาชิ โชจิโร (Ishibashi Shojiro) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ซึ่งมูลนิธินี้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานศิลปะในญี่ปุ่น รวมถึงมอบทุนสนับสนุนโครงการด้านศิลปะทั่วโลก

2. Toyo (โตโย)
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1945 แม้จะเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์รายเล็กที่สุดในบรรดา 4 ค่ายใหญ่ของญี่ปุ่น แต่ก็ยังครองอันดับที่ 11 ของโลก เช่นเดียวกับ Bridgestone Toyo เป็นบริษัทมหาชนมาเป็นเวลานาน โดยเริ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 ปัจจุบัน หุ้นส่วนใหญ่ถือครองโดยบริษัทลงทุน องค์กร และบุคคลในญี่ปุ่น โดยสถาบันที่ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดคือ Mitsubishi Corporation (กลุ่มมิตซูบิชิ)
เนื่องจาก Mitsubishi ถือหุ้นใน Toyo มากกว่า 20% จึงไม่แปลกใจเลยที่ยางของ Toyo จะได้รับเลือกให้เป็นยางติดรถยนต์ใหม่ของ Mitsubishi นอกจากนี้บริษัทยังมีข้อตกลงผลิตยาง OE ให้กับค่ายรถยนต์อื่นๆ เช่น Nissan, Toyota, Audi, Ford และ Subaru
Toyo ทำตลาดในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 และได้ร่วมมือกับ Nitto Tires มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 ซึ่ง Nitto ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1949 และปัจจุบันดำเนินงานในฐานะแบรนด์ลูกของ Toyo โดยยางของ Nitto ผลิตจากโรงงานในเครือข่ายของ Toyo ซึ่งรวมถึงโรงงานในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

3. Sumitomo (ซูมิโตโม)
แม้ Sumitomo จะจำหน่ายยางภายใต้ชื่อแบรนด์ของตนเอง แต่แบรนด์ในเครือที่รู้จักกันดีในวงกว้างกลับเป็นชื่อที่คุณคุ้นเคยเป็นอย่างดี ได้แก่ Falken (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1983) และ Dunlop ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ Falken เปิดตัวในฐานะแบรนด์ยางสมรรถนะสูงของ Ohtsu Tire ผู้ผลิตยางอีกรายของญี่ปุ่น จนกระทั่ง Sumitomo Rubber Industries (SRI) เข้าซื้อกิจการ Ohtsu ในปี ค.ศ. 2003 Falken จึงเข้ามาอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ปัจจุบันยาง Falken ได้รับการติดตั้งเป็นยางมาตรฐาน OE ในรถยนต์หลายรุ่น ตั้งแต่ Toyota, Ram ไปจนถึง Ford ส่วนแบรนด์ Ohtsu ยังคงมีวางจำหน่ายในสหรัฐฯ โดยจัดจำหน่ายผ่าน Falken Tire Corporation ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SRI
สำหรับ Dunlop ถือเป็นแบรนด์ล่าสุดที่เข้ามาอยู่ในเครือของ Sumitomo หลังจากเข้าซื้อกิจการมาจาก Goodyear ในปี ค.ศ. 2025 โดย Dunlop ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 1800 โดย John Boyd Dunlop ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยาง และ Dunlop มีประวัติศาสตร์ยาวนานในญี่ปุ่น โดยเปิดโรงงานแห่งแรกในประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 หลังจากการเข้าซื้อกิจการโดย Sumitomo ในปี 2025 สาขาในอเมริกาเหนือจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Dunlop Tires North America ในปี ค.ศ. 2026
ก่อนการควบรวม Dunlop นั้น Sumitomo ก็ครองอันดับ 6 ของแบรนด์ยางที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว SRI เป็นบริษัทมหาชน และที่น่าสนใจคือ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด (แต่ไม่ถึงครึ่ง) ของ SRI คือ Sumitomo Electric Industries ซึ่งเป็นองค์กรแยกต่างหาก แม้จะใช้ชื่อ Sumitomo ร่วมกันก็ตาม

4. Yokohama (โยโกฮามา)
ขณะที่คู่แข่งอย่าง Bridgestone และ Sumitomo เน้นการสร้างเครือข่ายแบรนด์ลูกที่ใช้ชื่อแตกต่างกัน Yokohama กลับใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป โดยย่อยแบรนด์ภายในให้อยู่ภายใต้ชื่อแบรนด์หลัก Yokohama ทั้งหมด ได้แก่:
* Advan: ซับแบรนด์สำหรับยางสมรรถนะสูง (High Performance)
* Geolandar: ยางสำหรับสายลุยทุกสภาพถนน (All-Terrain)
* Avid: ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางทั่วไป
Yokohama Rubber Company มีอายุเก่าแก่กว่าหนึ่งศตวรรษ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1917 จากการร่วมทุนระหว่าง BFGoodrich ผู้ผลิตยางสัญชาติอเมริกัน และบริษัท Yokohama Electric Cable Manufacturing แม้โรงงานหลักในเมืองโยโกฮามาจะถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่บริษัทก็สามารถฟื้นตัวและขยายกิจการอย่างก้าวกระโดด ก่อนจะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1969
การขยายฐานการผลิตในเอเชียช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันการเติบโต จนทำให้ปัจจุบัน Yokohama ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่อันดับ 8 ของโลกตามยอดขาย พร้อมด้วยข้อตกลงผลิตยาง OE ให้กับค่ายรถยนต์มากมาย ตั้งแต่แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Mazda และ Subaru ไปจนถึงค่ายรถยนต์สปอร์ตหรูระดับพรีเมียมจากอังกฤษอย่าง Lotus และ Bentley

5. IRC (ไออาร์ซี)
แบรนด์สุดท้ายนี้แตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน เนื่องจากสร้างชื่อเสียงจากการผลิตยางสำหรับยานพาหนะสองล้อเป็นหลัก Inoue Rubber Company หรือที่รู้จักกันในชื่อ IRC ในอเมริกา จำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ทั้งประเภททางเรียบและสายลุย (Off-road) ในบางตลาด IRC ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตยางจักรยานและยางรถเข็นผู้ป่วย (Wheelchair) บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1938 โดยเริ่มจากการผลิตยางจักรยาน ก่อนจะขยายสู่ยางรถจักรยานยนต์ในทศวรรษ 1950
IRC เปิดโรงงานในต่างประเทศแห่งแรกที่ประเทศศรีลังกาในปี ค.ศ. 1959 จากนั้นจึงขยายไปยังประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามในทศวรรษถัดมา บริษัทแม่เปลี่ยนชื่อเป็น Inoac ในปี ค.ศ. 1980 และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่อุตสาหกรรมยางเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปสู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์สวัสดิการสังคม
นอกจาก IRC จะผลิตยางประเภทต่างจากแบรนด์อื่นในลิสต์นี้แล้ว Inoac ยังเป็นบริษัทเดียวในบรรดา 5 แบรนด์นี้ที่ยังคงเป็น บริษัทเอกชน (Privately owned) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

# # 20 ปีที่แล้ว Admin เคยอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาก่อน ก่อนเบนเข็มมาทางนักเศรษฐศาสตร์ # #

ที่มา:: https://www.slashgear.com/2244621/tire-brands-owned-by-japanese-companies/

#ยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #สวนยาง #สวนยางพารา #กยท #ราคายางพารา

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 01 กันยายน 2569ผลวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา (Price Dynamics) +++ ราคายางสังเคราะห์และน้ำมันดิ...
01/09/2026

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 01 กันยายน 2569

ผลวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา (Price Dynamics)
+++ ราคายางสังเคราะห์และน้ำมันดิบมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตยางสังเคราะห์
+++ ช่วงมีนาคม–เมษายน 2026 ราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนยางสังเคราะห์สูงขึ้น ตลาดจึงหมุนความต้องการมายังยางธรรมชาติ เกิดแรงหนุนราคายางธรรมชาติให้ทะยานขึ้นตาม
+++ ช่วงพฤษภาคม–กรกฎาคม 2026 แม้ราคาน้ำมันดิบและยางสังเคราะห์จะย่อตัวลงแรง แต่ราคายางธรรมชาติกลับปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย สะท้อนถึงอุปสงค์ฝั่งยางธรรมชาติที่ยังแข็งแกร่งและอุปทานยางที่จำกัด
+++ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2026 คาดว่า ราคายางธรรมชาติปรับตัวขึ้นและอาจจะเห็นจุดสูงสุดใหม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมัน และอุปทานยาง
•โมเมนตัมราคาระยะสั้นถึงกลางพบว่า ทิศทางหลักยังคงเป็นขาขึ้น แต่เริ่มเห็นส่วนต่างราคาระหว่างยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์ที่กว้างขึ้น
• การฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบช่วงล่าสุด (+2.10%) จะช่วยพยุงฐานราคายางสังเคราะห์ ไม่ให้ปรับลงต่ำ ซึ่งช่วยรักษาฐานราคายางธรรมชาติไม่ให้ย่อตัวลึก
• ติดตามดัชนีภาคการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์และยางรถยนต์โลกใกล้ชิด รวมถึงปัจจัยสภาพอากาศและอุปทานยางในไทย อินโด และเวียดนาม
• ราคายางมีแรงวิ่งตามคลื่นการเติบโตรอบใหม่ รอลุ้นต่อไป หากผ่านรอบนี้ได้ยิ้มรับฐานราคาใหม่
#ยางพารา #สวนยาง #ยาง #ชาวสวนยาง #ราคายางพารา #กยท #สวนยางพารา #กยท

01/09/2026
ภาวะขาดแคลนยาง: ความเสี่ยงของตลาดยางพาราที่ตึงตัวยิ่งขึ้นในครึ่งหลังปี 2026(สรุปบทความจาก International Rubber Study Gro...
28/08/2026

ภาวะขาดแคลนยาง: ความเสี่ยงของตลาดยางพาราที่ตึงตัวยิ่งขึ้นในครึ่งหลังปี 2026
(สรุปบทความจาก International Rubber Study Group - IRSG)

ตลาดยางธรรมชาติ (NR) โลกในปี 2026 ยังคงมีแนวโน้มเผชิญภาวะขาดแคลนอุปทาน (Deficit) อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญสำหรับช่วงครึ่งหลังของปีคือ ภาวะขาดแคลนดังกล่าวจะส่งผลให้เกิด "ความตึงตัวทางการค้า (Commercial Tightness)" และแรงกดดันดันราคาที่ต่อเนื่องหรือไม่
1. ภาพรวมอุปสงค์และการสะสมสต็อก
การบริโภคยางธรรมชาติขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะจากความต้องการในตลาดเอเชีย ทว่าการจัดซื้อของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเป็นลักษณะซื้อเมื่อจำเป็น (Hand-to-mouth) โดยมีการสะสมสต็อกในระดับต่ำ ทำให้ตลาดจนถึงปัจจุบันยังสามารถรองรับอุปสงค์ที่สูงขึ้นได้โดยไม่กระตุ้นให้เกิดรอบการกักตุนสินค้า (Restocking cycle) หรือภาวะขาดแคลนแท้จริงในตลาด physical

2. ปัจจัยเสี่ยงฝั่งอุปทาน: ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)
สมดุลดังกล่าวกำลังสุ่มเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อแหล่งผลิตยางธรรมชาติหลัก แม้ผลกระทบเชิงพื้นที่ยังมีความไม่แน่นอน แต่อากาศที่แปรปรวนอาจลดจำนวนวันกรีดยางและผลผลิตต่อไร่ หากเกิดการสะดุดของอุปทานจะเกิดขึ้นในช่วงที่อุปสงค์ขยายตัวเร็วกว่าคาดการณ์เดิม
หากอุปสงค์โตเพียงอย่างเดียวโดยที่อุปทานไม่ชะงัก หรือหากอุปทานลดลงปานกลางแต่อุปสงค์ชะลอตัว ตลาดจะยังพอปรับตัวได้ แต่หาก "อุปสงค์เติบโตสูงกว่าคาด เกิดขึ้นพร้อมกับอุปทานที่ชะงักจากเอลนีโญ" สมการตลาดจะเปลี่ยนไปทันที เนื่องจากสต็อกที่ถือไว้มีระดับต่ำ กันชน (Buffer) รองรับความผันผวนจึงเหลืออยู่อย่างจำกัด

3. ยางสังเคราะห์ (SR) และวิกฤตพลังงาน: การบีบเค้นสองทาง (Two-Sided Squeeze)
ตลาดยางสังเคราะห์มีความซับซ้อนขึ้น ต้นทุนน้ำมันดิบและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยพยุงราคายางธรรมชาติทางอ้อมผ่านกลไกการทดแทนสินค้า (Substitution effect)
ปัจจุบัน อุปทานน้ำมันดิบโลกตึงตัวแต่ถูกชดเชยด้วยอัตราการกลั่นระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีความเปราะบางต่อเหตุการณ์หยุดชะงักนอกแผน (Unplanned outages) ประกอบกับความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อต้นทุนพลังงานและปิโตรเคมี สิ่งนี้นำไปสู่ภาวะ "Two-Sided Supply-Cost Squeeze":
ฝั่งยางสังเคราะห์: ต้นทุนน้ำมันดันราคายางสังเคราะห์ให้สูง
ฝั่งยางธรรมชาติ: เอลนีโญจำกัดปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติ
หากทั้งสองปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกันขณะที่อุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง จะส่งผลให้เกิดแรงพยุงราคาอย่างหนักทั้งตลาดยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์

4. ฉากทัศน์ฝั่งขาลง และมุมมองสู่ปี 2027
ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันปรับตัวลง เอลนีโญส่งผลกระทบน้อยกว่าที่คาด และผู้ซื้อยังคงซื้อแบบ Hand-to-mouth แรงดันราคาฝั่งขึ้นอาจคลายตัวลงและเปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางลงแทน
พฤติกรรมการถือสต็อก (Inventory behavior) จะเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างปี 2026 และ 2027 หากผู้ซื้อเริ่มคาดการณ์ว่าอุปสงค์ปี 2027 จะขยายตัว การเปลี่ยนพฤติกรรมจาก Hand-to-mouth มาเป็นการ Re-stocking จะกลายเป็นอุปสงค์ระลอกใหม่ที่เร่งให้ตลาดตึงตัวเร็วกว่าที่ตัวเลขดุลอุปสงค์-อุปทานรายปีระบุไว้

สัญญาณราคาเป็นข่าวดี….. ราคายางช่วงปลายปี 2026 มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นและผันผวนในระดับสูง (Bullish Volatility) โดยเฉพาะหากเกิดภาวะขาดแคลนยางสู่ "ความตึงตัวในตลาดซื้อขายจริง (Physical Tightness)"……

ที่มา: IRSG
#ยาง #ยางพารา #สวนยาง #ชาวสวนยาง #ราคายาง #ราคายางพารา

28/08/2026

ANRPC Sustainable Natural Rubber Forum 2026 Concludes with Bold Vision for Resilient, Climate-Positive Supply Chains
KOCHI, India, 19 สิงหาคม 2026
++ องค์การสวนยาง รัฐบาลอินเดีย ได้จัดการประชุม Sustainable Natural Rubber Forum 2026 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 ณ โรงแรม Crowne Plaza กรุงโคจิ ประเทศอินเดีย มีผู้เข้าร่วมประมาณ 120 คน จากประเทศสมาชิก ANRPC ผู้นำภาคอุตสาหกรรม องค์กรเกษตรกรรายย่อย และพันธมิตรระหว่างประเทศจากกัมพูชา อินเดีย มาเลเซีย ไทย และยุโรป เพื่อกำหนดเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงของยางธรรมชาติระดับโลก
+++ ภายใต้หัวข้อ “Aligning Priorities for Resilient Supply Chain” (การจัดลำดับความสำคัญร่วมกันเพื่อห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น) การประชุมได้หารือถึงความท้าทายที่มาบรรจบกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน แรงกดดันจากกฎระเบียบ โดยเฉพาะกฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นสำหรับวัตถุดิบที่ยั่งยืนและได้รับการรับรอง
+++ การอภิปรายระบุว่า อนาคตของยางธรรมชาติขึ้นอยู่กับความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยถือเป็นรากฐาน
+++กลยุทธ์ความยั่งยืนคือ ความมุ่งมั่นสู่ Net-Zero ที่ได้รับแรงผลักดัน ภาคอุตสาหกรรมย้ำว่าการบรรลุเป้าหมาย Net-Zero ต้องใช้แนวทาง “จากแหล่งกำเนิดถึงการสิ้นสุดอายุผลิตภัณฑ์” (cradle-to-grave)
+++ ตัวแทน Apollo Tyres เปิดเผยว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (Scope 3) คิดเป็นกว่า 80% ของปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ โดยการปล่อยก๊าซต้นน้ำสูงกว่าการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานประมาณ 26 เท่า
+++ Global Alliance for Sustainable Planet แนะนำแนวคิด “ภูมิทัศน์ยางแบบฟื้นฟู” (regenerative rubber landscapes) โดยระบุว่าสวนยางบนพื้นที่เสื่อมโทรมสามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต่ำเพียง 0.5 ตันต่อตันยาง เทียบกับสูงสุดถึง 20 ตันในพื้นที่ที่เพิ่งถูกตัดไม้ทำลายป่า

ประเทศสมาชิก ANRPC นำเสนอความก้าวหน้าสำคัญในกรอบความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ
++ อินเดีย เปิดตัวระบบ Bharat Sustainable Natural Rubber (BSNR) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับ Digital Public Infrastructure (DPI) แห่งแรกของประเทศ โดยได้จัดทำแผนที่พื้นที่กว่า 56,000 เฮกตาร์แล้ว และตั้งเป้า 150,000 เฮกตาร์ภายในมีนาคม 2027
++ มาเลเซีย รายงานการส่งออกยางที่สอดคล้องกับ EUDR จำนวน 200 ตันไปยังเนเธอร์แลนด์ในเดือนธันวาคม 2024 โดยมีเกษตรกรรายย่อย 107,000 ราย และโรงงานแปรรูป 30 แห่งผ่านการตรวจสอบภายใต้กรอบ Malaysian Sustainable Natural Rubber (MSNR) ที่บังคับใช้
++ ไทย มองว่า EUDR ไม่ใช่อุปสรรคทางการค้า แต่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับปรุงระบบนิเวศยางผ่านการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การทำแผนที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และแพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัล
++ กัมพูชา กำลังพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับระดับชาติ โดยขึ้นทะเบียนผู้ผลิตประมาณ 18,000 ราย และมีอีก 86,000 รายอยู่ระหว่างดำเนินการ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางกว่า 400,000 เฮกตาร์

การมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยเป็นหัวใจสำคัญ
เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยผลิตยางธรรมชาติโลกถึง 85-90% ผู้บรรยายทุกช่วงย้ำว่า กรอบความยั่งยืนต้องเสริมพลัง ไม่ใช่สร้างภาระให้ชุมชนเกษตรกร โครงการ INROAD ซึ่งเป็นความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนระหว่างรัฐบาลอินเดียและบริษัทผลิตยางรถยนต์ 4 แห่ง ถูกยกให้เป็นต้นแบบที่เปลี่ยนแปลง โดยลงทุนประมาณ 1,100 โกรร์รูปี (ราว 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้แจกต้นยาง 83 ล้านต้นให้เกษตรกรชนเผ่ารายย่อยกว่า 200,000 ราย และสร้างเรือนเพาะชำใหม่ 300 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

ความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมและนวัตกรรม
กรณีศึกษาจาก Michelin, Harrisons Malayalam, สภาผู้ผลิตยางมาเลเซีย และ Global Platform for Sustainable Natural Rubber (GPSNR) แสดงให้เห็นว่า การลงทุนร่วมกันและผลลัพธ์ที่วัดได้ช่วยสร้างความยืดหยุ่น การอภิปรายยังเน้นการวางตำแหน่งยางธรรมชาติในฐานะวัตถุดิบที่เป็นบวกต่อสภาพภูมิอากาศ พร้อมศักยภาพด้านคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การตรวจสอบย้อนกลับและเทคโนโลยีขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

ANRPC ได้วาดภาพภาคส่วนที่เปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 ดังนี้
++ ห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติที่เชื่อมโยงด้วยระบบดิจิทัล
++ การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ
++ ยางธรรมชาติได้รับการยอมรับในฐานะวัตถุดิบที่เป็นบวกต่อสภาพภูมิอากาศ พร้อมศักยภาพด้านคาร์บอนเครดิต
++ มาตรฐานความยั่งยืนระดับอุตสาหกรรมแทนที่แนวทางการปฏิบัติตามที่กระจัดกระจาย
ที่มา: ANRPC
*** หนังสือ สวนยางยั่งยืน *** ให้กรอบคิดการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์และวาดอนาคตของอุตสาหกรรมยางที่ก้าวผ่านจาก commodity value สู่ environmental service value ***
#ยาง #ยางพารา

สถานการณ์ยางพาราไทย เดือน กรกฎาคม 2569 โดยสรุปข้อมูลจากรายงานของฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย #ยาง    #ชาวสวนยาง  ...
27/08/2026

สถานการณ์ยางพาราไทย เดือน กรกฎาคม 2569 โดยสรุปข้อมูลจากรายงานของฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย
#ยาง #ชาวสวนยาง #สวนยาง #ยางพารา #ราคายาง #ราคายางพารา

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 24 สิงหาคม 2569+++ ยางแผ่นดิบ (หาดใหญ่) ราคาเคลื่อนไหวแบบทรงตัวในระดับ 80.00 บาท/กก. ในช่วงต้นถึ...
24/08/2026

สถานการณ์ตลาดและราคายาง 24 สิงหาคม 2569
+++ ยางแผ่นดิบ (หาดใหญ่) ราคาเคลื่อนไหวแบบทรงตัวในระดับ 80.00 บาท/กก. ในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ (17–19 ส.ค.) ก่อนจะปรับตัวขึ้น 1.00 บาท/กก. มาอยู่ที่ 81.00 บาท/กก. ในวันที่ 20–21 ส.ค. คิดเป็นอัตราการเติบโตรวม +1.25%
+++ น้ำยางสด มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวันทำการ โดยขยับจาก 72.40 บาท/กก. ณ ต้นสัปดาห์ เพิ่มขึ้นไต่ระดับวันละ 0.30–0.60 บาท/กก. จนถึง 74.00 บาท/กก. ในปลายสัปดาห์ เพิ่มขึ้นรวม 1.60 บาท/กก. (+2.21%)
+++ ขี้ยางก้อนถ้วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยราคาขึ้นจาก 66.50 บาท/กก. ในวันที่ 17 ส.ค. ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 68.50 บาท/กก. ในวันที่ 21 ส.ค. เพิ่มขึ้นรวม 2.00 บาท/กก. (+3.01%)
+++ ราคาล่วงหน้ายางพาราทั่วโลกปิดสัปดาห์นี้ ปรับตัวสูงขึ้นในทุกตลาด โดยได้รับการสนับสนุนจากการซื้อทั้งจากภาคธุรกิจและนักเก็งกำไร ความคาดหวังว่าปรากฏการณ์เอลนีโญอาจส่งผลกระทบต่อการผลิต ปริมาณสต็อกยางอย่างเป็นทางการในคลังสินค้าของตลาด SHFE และ INE ที่ลดลง รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่แข็งตัวขึ้นซึ่งผลักดันราคายางสังเคราะห์ให้สูงขึ้น เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการซื้อใหม่
+++ ราคาตลาด OSE ปิดสูงขึ้นร้อยละ 4.4 ขณะที่ตลาด SHFE และ INE ปิดสูงขึ้นร้อยละ 4.3 และ 5.4 ตามลำดับ ส่วนตลาด SICOM ปรับขึ้นร้อยละ 5.1 จากความสนใจซื้อของภาคธุรกิจที่เข้มแข็ง ปริมาณการซื้อขายและสถานะคงค้างรายสัปดาห์ก็เพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด
+++ ผู้ผลิตถุงมือยางของมาเลเซีย Kossan Rubber Industries ได้เข้าซื้อ Industrial and Occupational Safety Bhd (IOB) ด้วยมูลค่า 48.4 ล้านริงกิตมาเลเซีย และถือหุ้นร้อยละ 51 ใน Industrial and Occupational Trading (IOT) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายถุงมือเฉพาะทางและผลิตภัณฑ์ห้องคลีนรูม
+++ Continental Tire America ได้เริ่มก่อสร้างคลังสินค้าสินค้าสำเร็จรูปมูลค่า 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่โรงงานผลิตยางรถยนต์ในเมืองเมาท์เวอร์นอน รัฐอิลลินอยส์
+++ บริษัท Sumitomo Rubber ร่วมมือกับสถาบันวิจัยไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยของฝรั่งเศส เพื่อศึกษาความถี่และคุณภาพของการกรีดยาง รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงในประเทศไทย
+++ ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีน ZhongCe (ZC) รายงานกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 โดยรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 เป็น 2.35 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 3.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
+++ บริษัท Sri Trang Agro ของไทยรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 จำนวน 895 ล้านบาท (ประมาณ 27.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับขาดทุน 787 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
+++ Vietnam Rubber Group (VRG) ตั้งเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ในช่วงปี 2569–2573 โดยปัจจุบัน VRG มีพื้นที่ปลูกยางคิดเป็นร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมดของเวียดนามซึ่งมี 366,000 เฮกตาร์ และมีผลผลิตเฉลี่ยปีละ 500,000 ตัน
+++ กระทรวงอุตสาหกรรมยอมรับถึงความท้าทาย หลังค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า (Toyota) แสดงความสนใจขยายการลงทุนไปยังอินโดนีเซีย ภาครัฐไทยจึงเตรียมพิจารณาปรับฐานภาษีสรรพสามิตและเพิ่มมาตรการจูงใจ เพื่อดึงดูดค่ายรถญี่ปุ่นให้คงฐานการผลิตหลักไว้
+++ โตโยต้า ประเทศไทย เปิดเผยผลประกอบการในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สร้างยอดขายสะสมได้ 1.35 แสนคัน (โตขึ้น 2%) โดยกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) เติบโตโดดเด่นถึง 13% ขณะที่โมเดลใหม่อย่าง Land Cruiser FJ มียอดจองสะสมแล้วกว่า 3,200 คัน
+++ Tyrepress เผยว่า ยอดความต้องการซื้อยางล้อ (Unit Demand) ในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นสุดในรอบ 5 ปี แม้ว่าผู้ผลิตจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร (Margin) ก็ตาม
+++ Yokohama Rubber (YRC) ขยับอันดับผู้ผลิตยางระดับโลกขึ้นมาอยู่อันดับ 7 พร้อมเปิดเผยแผนระยะกลางตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตยางกลุ่มพรีเมียม (Advan และ Geolandar) สู่สัดส่วน 50% ของยอดขายรวมภายในปี 2029 และเตรียมขยายโรงงานยางออฟโรด (OHT) แห่งใหม่ในอินเดียเพื่อลดต้นทุนผลิตลง 22%
+++ หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกิดการเตือนซ้ำถึงความยั่งยืนทางการคลัง รัฐมนตรีคลัง Bessent ระบุว่ากระทรวงการคลังจะเพิ่มโครงการซื้อคืนพันธบัตรเป็นสองเท่าในช่วงเดือนข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงเล็กน้อย
+++ ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 4.24 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 86.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางการขาดกรอบการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
==> แนวโน้มราคายางพาราในสัปดาห์นี้ (24–28 สิงหาคม 2569) มีโอกาสปรับตัวขึ้น หรือทรงตัว จากภาวะอุปทานตึงตัวชั่วคราวและทิศทางตลาดพลังงานโลก
+ ยางแผ่นดิบ ทรงตัวถึงขยับขึ้นเล็กน้อย 81.00 – 82.50 บาท/กก.
+ น้ำยางสด มีอาจจะปรับตัวขึ้นต่อ 74.00 – 75.50 บาท/กก.
+ ขี้ยางก้อนถ้วย ทรงตัว 68.50 – 70.00 บาท/กก.

อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียปรับโฟกัส.....       อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียกำลังปรับตัว โดยมุ่งเน้น “ความยั่งยืนที่ได้...
20/08/2026

อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียปรับโฟกัส.....
อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียกำลังปรับตัว โดยมุ่งเน้น “ความยั่งยืนที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว” (verified sustainability) เพื่อเข้าถึงตลาดพรีเมียม
แม้ผลผลิตจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลของ Malaysian Rubber Board ผลผลิตยางธรรมชาติปี 2568 ลดลงราว 12.9% เหลือประมาณ 336,676 ตัน สาเหตุหลักมาจากพื้นที่เพาะปลูกที่หดตัว เกษตรกรรายย่อยสูงอายุ และราคาต่ำจนไม่จูงใจให้กรีดยาง
ปัจจุบันมาเลเซียอยู่อันดับที่ 9 ของโลก และต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทยและไอวอรีโคสต์มากขึ้น
ตลาดโลก โดยเฉพาะผู้ซื้อรายใหญ่อย่าง Continental และ Michelin เรียกร้องหลักฐานว่ายางปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ได้มาอย่างถูกกฎหมาย และตรวจสอบย้อนกลับได้ แม้กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation จะเลื่อนไปถึงธันวาคม 2569 แต่ผู้ซื้อก็เตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว
มาเลเซียจึงเปิดใช้กรอบ Malaysian Sustainable Natural Rubber (MSNR) ซึ่งผนวกเข้ากับระบบออกใบอนุญาตของคณะกรรมการยางพารา โดยมีหลักการสำคัญ 5 ข้อ ได้แก่ ไม่ตัดป่าเพื่อปลูกใหม่ ปฏิบัติตามกฎหมายที่ดิน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน และการตรวจสอบย้อนกลับเต็มรูปแบบ พร้อมเครื่องมือดิจิทัลอย่าง PAT-G และ MSNR Trace
เดือนธันวาคม 2567 มาเลเซียส่งออกยาง MSNR ชุดแรก 200 ตันไปยังสหภาพยุโรป และเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีระบบรับรองแบบสมัครใจของ FSC ที่ขยายครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยกว่า 1,300 รายแม้ยังผลิตน้ำยางได้เพียงราว 40,000 ตันต่อปี (ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 300,000–400,000 ตัน) แต่จุดโฟกัสไม่ได้แข่งด้วยปริมาณอีกต่อไป แต่เป็นการส่งมอบยางคุณภาพสูงที่มีการตรวจสอบแล้ว เพื่อเจาะตลาดที่ความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขสำคัญการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเอกสาร แต่เป็นการปรับตัวของอุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ให้สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานโลกที่ต้องการความโปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งอาจสร้างแรงจูงใจใหม่ให้เกษตรกรรายย่อย
MSNR คือกรอบความยั่งยืนระดับชาติของมาเลเซียที่พัฒนาโดย Lembaga Getah Malaysia (LGM / Malaysian Rubber Board) เพื่อให้ยางธรรมชาติที่ผลิตในประเทศสามารถเข้าถึงตลาดพรีเมียม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่บังคับใช้กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR)
จุดเด่นสำคัญของ MSNR คือ ไม่ใช่ระบบรับรองแบบสมัครใจ (voluntary certification) แต่เป็น ระบบกำกับดูแลและบังคับใช้ผ่านใบอนุญาต ภายใต้ Malaysian Rubber Board (Incorporation) Act 1996 (Act 551) และ MRB (Licensing and Permit) Regulations 2014 การปฏิบัติตาม MSNR จึงกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการถือใบอนุญาตและใบอนุญาต (permit) ของ LGMการบังคับใช้เต็มรูปแบบเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568หลักการ
หลัก 5 ข้อของ MSNRN
1. Deforestation for New Rubber Cultivation ห้ามปลูกยางใหม่ในพื้นที่ป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563 (cut-off date เดียวกับ EUDR)
2. Rubber Cultivation Regulated by National Land Code ต้องมีเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอกสารอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน (สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ)
3. Environmental Sustainability ห้ามปลูกยางใหม่บนดินพรุ (peatland) หลัง 31 ธันวาคม 2563 ต้องรักษา buffer zone ปฏิบัติตาม Good Agricultural Practices (GAP) ของ LGM
4. Social Compliance ห้ามใช้แรงงานเด็ก แรงงานต่างชาติต้องมีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง ที่พักอาศัยของแรงงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำตาม Employees’ Minimum Standards of Housing, Accommodations and Amenities Act 1990 (Act 446)
5. Traceability of Supply Chain สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่สวนไปจนถึงโรงงานและผู้ส่งออก
ระบบดิจิทัลที่รองรับ MSNRหัวใจของการตรวจสอบย้อนกลับคือระบบ MSNR Trace ซึ่งบูรณาการหลายแพลตฟอร์มของ LGM เข้าด้วยกัน ได้แก่ PAT-G (Permit Autoriti Transaksi Getah) สำหรับเกษตรกรรายย่อย – บันทึกข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดิน พิกัดภูมิศาสตร์ (geolocation) และข้อมูลต้นยาง
RRIMniaga สำหรับผู้ค้า/พ่อค้าคนกลาง
RRIMestet สำหรับสวนยางขนาดใหญ่
e-RP / e-RM สำหรับโรงงานแปรรูปและผู้ผลิต
RRIM Geo Rubber สำหรับเก็บข้อมูลพิกัดและตรวจสอบภาคสนาม
ระบบนี้ช่วยให้สามารถสร้าง Due Diligence Report ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ส่งออกสามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงความสอดคล้องให้กับผู้ซื้อต่างประเทศทำไมมาเลเซียเลือกแนวทาง “กฎระเบียบ” แทน “การรับรอง”? เนื่องจากมากกว่า 90% ของพื้นที่ปลูกยางอยู่ในมือเกษตรกรรายย่อย (มากกว่า 300,000 ราย) การใช้ระบบรับรองแบบสมัครใจจะมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน LGM จึงเลือกฝังข้อกำหนดความยั่งยืนเข้าไปในระบบใบอนุญาตที่มีอยู่แล้ว เพื่อลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อยสถานะปัจจุบัน (ข้อมูลถึงกลางปี 2569)เริ่มบังคับใช้ในคาบสมุทรมาเลเซียตั้งแต่ต้นปี 2568 และขยายไปยังซาบาห์และซาราวักแล้ว ส่งออกยาง MSNR ชุดแรก 200 ตันไปยังสหภาพยุโรปในเดือนธันวาคม 2567 LGM ดำเนินการตรวจสอบภาคสนาม การตรวจสอบพิกัด และการตรวจสอบใบอนุญาตอย่างต่อเนื่อง
การไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับสูงสุด 50,000 ริงกิต หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประเด็นนี้ Admin พยายามเลียบ ๆ เคียง ๆ ให้ประเทศไทยจัดทำ Thailand Rubber Sustainable Framework มาหลายปีแล้ว และยังคงต้องพยายามต่อไป
และทราบข้อมูลว่า กยท. กำลังพัฒนาระบบ Thailand Tracesability ที่อาจจะเทียบเคียงหรือจำเพาะกว่า

ที่มา: Global Sources
#ยาง #ยางพารา #สวนยาง #สวนยางพารา #กยท

ที่อยู่

Hat Yai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rubber Economy: เศรษฐกิจยางผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์