30/01/2026
งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 "นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง :
พื้นฐานของประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย” ณ ห้องประชุม AUDITORIUM อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569
ช่วงเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ทิศทางของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง : สู่การกระจายอำนาจและ
จังหวัดจัดการตนเอง”
โดย • ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
• ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
• รองศาสตราจารย์ ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.)
• นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สำนักงานสมัชชาสุขภาพ (สช.)
• นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข แกนนำชุมชน จ.อำนาจเจริญ
ดำเนินการเสวนาพูดคุยโดย
• นายวิชัย นะสุวรรณโน สถาบันพัฒนาองคHกรชุมชน (พอช.)
วิชัย นะสุวรรณโน เปิดเวทีด้วยการชี้ให้เห็นว่าการรวมตัวของวิทยากรในเวทีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติจากหลากหลายพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า “จังหวัดจัดการตนเอง” ไม่ใช่คำสวยหรู หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศจากฐานราก โดยเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกระหว่างชุมชนเข้มแข็ง การกระจายอำนาจ และการกำหนดอนาคตของพื้นที่ด้วยตนเอง
นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข แกนนำชุมชนจากจังหวัดอำนาจเจริญ ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตกว่า 20 ปีของการทำงานภาคประชาชน เริ่มตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนในพื้นที่รวมตัวกัน จนถึงการก่อรูปขบวนการประชาชนอำนาจเจริญอย่างจริงจังในช่วงหลังปี 2549 แม้จะเผชิญการปฏิเสธจากรัฐและอุปสรรคทางการเมืองหลายระลอก
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการค้นพบว่า “รากเหง้าของปัญหา” ไม่ได้อยู่ที่ความขาดแคลนของพื้นที่ หากแต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจรัฐที่รวมศูนย์การตัดสินใจไว้ส่วนกลาง จนกลายเป็นหลุมดำของการพัฒนา ความพยายามผลักดันกฎหมายจากบนลงล่างจึงไม่อาจตอบโจทย์ได้ หากประชาชนยังไม่เข้าใจและไม่รู้สึกว่าอำนาจนั้นเป็นของตนเอง
จากบทเรียนดังกล่าว ขบวนการอำนาจเจริญจึงหันกลับมาเริ่มต้นใหม่ ด้วยการสร้าง “สำนึกของเจ้าของพื้นที่” ผ่านการจัดทำ ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ ซึ่งประกาศใช้ในปี 2555 ท่ามกลางการมีส่วนร่วมของประชาชนกว่า 15,000 คน ธรรมนูญนี้ไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่คือข้อตกลงร่วมของผู้คนว่า จังหวัดจะพึ่งพาตนเองและกำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยมือของประชาชน
ต่อมาในปี 2558 จังหวัดอำนาจเจริญได้กำหนดเป้าหมายร่วมของทั้งจังหวัดคือ “เมืองเกษตร” และชวนหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนเข้ามาเดินไปในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการจัดการตนเองไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากรัฐ แต่คือการจัดวางบทบาทใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยให้พื้นที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
ธเนศ เจริญเมือง - อำนาจไม่เคยถูกกระจายโดยความสมัครใจของผู้มีอำนาจ แต่ต้องเกิดจากการทวงคืนของประชาชน เขาวิพากษ์ประวัติศาสตร์และระบบการศึกษาไทยที่ผลิตซ้ำวาทกรรมประชาธิปไตยโดยไม่ลงมือปฏิบัติ ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่สามารถทำลายโครงสร้างอำนาจเดิมได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ธเนศจึงเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างวิพากษ์ ยกระดับตนเอง และแปรประชาธิปไตยจากคำพูดสู่การลงมือทำ ผ่านการแสดงพลังทางการเมืองและการสนับสนุนนโยบายกระจายอำนาจ โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสร้างประชาธิปไตยรากฐานและจังหวัดจัดการตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
ประภาส ปิ่นตบแต่ง เสนอว่า ทางออกของวิกฤตประชาธิปไตยไทยไม่ได้อยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจหรือพึ่งชนชั้นนำ หากแต่อยู่ที่ “ชุมชนจัดการตนเอง” ผ่านการถ่ายโอนอำนาจในการจัดการชีวิตสาธารณะไปสู่ประชาชนและท้องถิ่น โดยชี้ว่าประชาธิปไตยแบบผู้แทนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องขยายไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจากฐานราก พร้อมทั้งเน้นว่าการขับเคลื่อนต้องทำควบคู่กันสองด้าน คือ การหนุนเสริมพลังภาคประชาชน และการปรับโครงสร้างกฎหมาย นโยบาย และสถาบันที่เป็นอุปสรรค สุดท้าย การกระจายอำนาจอย่างแท้จริงจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนในระดับรากฐาน
บรรเจิด สิงคะเนติ ชี้ว่า การกระจายอำนาจในสังคมไทยไม่อาจหวังพึ่งการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างส่วนบนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระบบราชการรวมศูนย์มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่ทำให้การบริหารแบบเดิม “ไปต่อไม่ได้” อย่างชัดเจน เขาเสนอให้มองสถานการณ์นี้เป็นโอกาส โดยเน้นการสร้างพลังจากพื้นที่ผ่านภาคประชาสังคม ด้วยกระบวนการทำงานเชิงขบวนการ (movement) ที่ค่อยเป็นค่อยไป
แนวทางสำคัญคือ “บันได 4 ขั้น” เริ่มจากการสร้างแกนนำและเครือข่ายภาคประชาชนระดับจังหวัดให้มีตัวตนและความชอบธรรม เชื่อมกับกลไกรัฐและภาคส่วนอื่น จากนั้นพัฒนากลไกทางการคลังและการบริหารในระดับจังหวัด เพื่อมุ่งสู่จังหวัดจัดการตนเอง อาจารย์ย้ำว่า หากไม่มีฐานพลังในพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงจากส่วนบนอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจรูปแบบใหม่ได้
สุดท้าย เขาเห็นว่าความอ่อนแอของรัฐรวมศูนย์ในปัจจุบันคือ “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ที่ภาคประชาชนต้องเร่งสร้างศักยภาพ แพลตฟอร์ม และกลไกของตนเอง เพื่อผลักดันการกระจายอำนาจจากล่างขึ้นบนอย่างยั่งยืน