ประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย : ประชาธิปไตยฐานชุมชน

  • Home
  • ประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย : ประชาธิปไตยฐานชุมชน

ประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย : ประชาธิปไตยฐานชุมชน สร้างความเข้มแข็งชุมชนและประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจากฐานราก

** ขบวนองค์กรชุมชนปัตตานี ผนึกกำลังจัดเวที “เหลียวหลัง แลหน้า” มุ่งสร้างนวัตกรรมสังคมสู่จังหวัดจัดการตนเองจังหวัดปัตตานี...
30/03/2026

** ขบวนองค์กรชุมชนปัตตานี ผนึกกำลังจัดเวที “เหลียวหลัง แลหน้า” มุ่งสร้างนวัตกรรมสังคมสู่จังหวัดจัดการตนเองจังหวัดปัตตานี **

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดปัตตานี ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย อาทิ มหาวิทยาลัยทักษิณ โดย โครงการวิจัยนวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งพื้นฐานประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สกสว. ได้จัดประชุมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งพื้นฐานของ ประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย: เหลียวหลัง แลหน้า ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดปัตตานี”

โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อทบทวนบทเรียนการทำงานในอดีตและร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตสู่การเป็นจังหวัดจัดการตนเอง
กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการโดยการกล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์โดย นายอับดุลเล๊าะ วาแม ผู้ประสานงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดปัตตานี และได้รับเกียรติจาก นางสาวอมรทิพย์ ลายพรหม ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมโพธิ์ เป็นประธานเปิดเวที นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทเรียนการสร้างพื้นที่กลางในภาคใต้” โดย ผศ.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้กรอบแนวคิดในการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่

เวทีสำคัญของงานคือการแบ่งกลุ่มย่อยตามโซนอำเภอ 5 โซน เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและความสำเร็จของแต่ละพื้นที่:
โซน 1 (อ.เมือง และ อ.หนองจิก)
โซน 2 (อ.ยะหริ่ง และ อ.ปะนาเระ)
โซน 3 (อ.ยะรัง อ.ทุ่งยางแดง และ อ.มายอ)
โซน 4 (อ.โคกโพธิ์ และ อ.แม่ลาน)
โซน 5 (อ.สายบุรี อ.กะพ้อ และ อ.ไม้แก่น)

โดยในภาคบ่าย ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งประกอบด้วยแกนนำสภาองค์กรชุมชนจาก 60 ตำบล และคณะทำงาน ได้ร่วมกันระดมสมองออกแบบ “พื้นที่กลาง” ของขบวนองค์กรชุมชน เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และนิยามใหม่ให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันที่ว่า “ปัตตานี เมืองน่าอยู่ ชุมชนสันติสุข” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการนำเสนอแนวทาง “แลไปข้างหน้า” เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดปัตตานีสู่การเป็นชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนและกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตยที่มีฐานรากจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

รวมผลงานวิชาการและรายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ เป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุ...
26/03/2026

รวมผลงานวิชาการและรายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ เป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง: พื้นฐานของประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย”

นักวิจัยช่วยกันเขียนและพัฒนาขึ้นบนฐานของกระบวนการศึกษาวิจัยทั้งการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการสังเคราะห์บทเรียนจากภาคปฏิบัติในพื้นที่กรณีศึกษา

โดยมุ่งสร้างและถ่ายทอด “องค์ความรู้ใหม่” ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมทางสังคม การก่อรูปของชุมชนเข้มแข็ง และการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีรากฐานอยู่ในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทย

✅ ผลงานวิชาการโครงการปีที่ 1-3
https://shorturl.at/szh6r

✅ รายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ ปีที่1-3
https://shorturl.at/LUVJK

✅หนังสือโครงการ ปีที่1-ปีที่3
https://shorturl.at/423dM

26/03/2026

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลทั่วไปเพื่อรับทุนของสำนักงานศาลยุติ....

02/03/2026
18/02/2026
งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 "นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง : พื้นฐานของประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย” ณ ห้อ...
30/01/2026

งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 "นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง :
พื้นฐานของประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย” ณ ห้องประชุม AUDITORIUM อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569

ช่วงเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ทิศทางของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง : สู่การกระจายอำนาจและ
จังหวัดจัดการตนเอง”
โดย • ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
• ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
• รองศาสตราจารย์ ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.)
• นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สำนักงานสมัชชาสุขภาพ (สช.)
• นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข แกนนำชุมชน จ.อำนาจเจริญ
ดำเนินการเสวนาพูดคุยโดย
• นายวิชัย นะสุวรรณโน สถาบันพัฒนาองคHกรชุมชน (พอช.)

วิชัย นะสุวรรณโน เปิดเวทีด้วยการชี้ให้เห็นว่าการรวมตัวของวิทยากรในเวทีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติจากหลากหลายพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า “จังหวัดจัดการตนเอง” ไม่ใช่คำสวยหรู หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศจากฐานราก โดยเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกระหว่างชุมชนเข้มแข็ง การกระจายอำนาจ และการกำหนดอนาคตของพื้นที่ด้วยตนเอง

นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข แกนนำชุมชนจากจังหวัดอำนาจเจริญ ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตกว่า 20 ปีของการทำงานภาคประชาชน เริ่มตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนในพื้นที่รวมตัวกัน จนถึงการก่อรูปขบวนการประชาชนอำนาจเจริญอย่างจริงจังในช่วงหลังปี 2549 แม้จะเผชิญการปฏิเสธจากรัฐและอุปสรรคทางการเมืองหลายระลอก

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการค้นพบว่า “รากเหง้าของปัญหา” ไม่ได้อยู่ที่ความขาดแคลนของพื้นที่ หากแต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจรัฐที่รวมศูนย์การตัดสินใจไว้ส่วนกลาง จนกลายเป็นหลุมดำของการพัฒนา ความพยายามผลักดันกฎหมายจากบนลงล่างจึงไม่อาจตอบโจทย์ได้ หากประชาชนยังไม่เข้าใจและไม่รู้สึกว่าอำนาจนั้นเป็นของตนเอง

จากบทเรียนดังกล่าว ขบวนการอำนาจเจริญจึงหันกลับมาเริ่มต้นใหม่ ด้วยการสร้าง “สำนึกของเจ้าของพื้นที่” ผ่านการจัดทำ ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ ซึ่งประกาศใช้ในปี 2555 ท่ามกลางการมีส่วนร่วมของประชาชนกว่า 15,000 คน ธรรมนูญนี้ไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่คือข้อตกลงร่วมของผู้คนว่า จังหวัดจะพึ่งพาตนเองและกำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยมือของประชาชน
ต่อมาในปี 2558 จังหวัดอำนาจเจริญได้กำหนดเป้าหมายร่วมของทั้งจังหวัดคือ “เมืองเกษตร” และชวนหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนเข้ามาเดินไปในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการจัดการตนเองไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากรัฐ แต่คือการจัดวางบทบาทใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยให้พื้นที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ

ธเนศ เจริญเมือง - อำนาจไม่เคยถูกกระจายโดยความสมัครใจของผู้มีอำนาจ แต่ต้องเกิดจากการทวงคืนของประชาชน เขาวิพากษ์ประวัติศาสตร์และระบบการศึกษาไทยที่ผลิตซ้ำวาทกรรมประชาธิปไตยโดยไม่ลงมือปฏิบัติ ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่สามารถทำลายโครงสร้างอำนาจเดิมได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ธเนศจึงเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างวิพากษ์ ยกระดับตนเอง และแปรประชาธิปไตยจากคำพูดสู่การลงมือทำ ผ่านการแสดงพลังทางการเมืองและการสนับสนุนนโยบายกระจายอำนาจ โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสร้างประชาธิปไตยรากฐานและจังหวัดจัดการตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

ประภาส ปิ่นตบแต่ง เสนอว่า ทางออกของวิกฤตประชาธิปไตยไทยไม่ได้อยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจหรือพึ่งชนชั้นนำ หากแต่อยู่ที่ “ชุมชนจัดการตนเอง” ผ่านการถ่ายโอนอำนาจในการจัดการชีวิตสาธารณะไปสู่ประชาชนและท้องถิ่น โดยชี้ว่าประชาธิปไตยแบบผู้แทนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องขยายไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจากฐานราก พร้อมทั้งเน้นว่าการขับเคลื่อนต้องทำควบคู่กันสองด้าน คือ การหนุนเสริมพลังภาคประชาชน และการปรับโครงสร้างกฎหมาย นโยบาย และสถาบันที่เป็นอุปสรรค สุดท้าย การกระจายอำนาจอย่างแท้จริงจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนในระดับรากฐาน

บรรเจิด สิงคะเนติ ชี้ว่า การกระจายอำนาจในสังคมไทยไม่อาจหวังพึ่งการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างส่วนบนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระบบราชการรวมศูนย์มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่ทำให้การบริหารแบบเดิม “ไปต่อไม่ได้” อย่างชัดเจน เขาเสนอให้มองสถานการณ์นี้เป็นโอกาส โดยเน้นการสร้างพลังจากพื้นที่ผ่านภาคประชาสังคม ด้วยกระบวนการทำงานเชิงขบวนการ (movement) ที่ค่อยเป็นค่อยไป

แนวทางสำคัญคือ “บันได 4 ขั้น” เริ่มจากการสร้างแกนนำและเครือข่ายภาคประชาชนระดับจังหวัดให้มีตัวตนและความชอบธรรม เชื่อมกับกลไกรัฐและภาคส่วนอื่น จากนั้นพัฒนากลไกทางการคลังและการบริหารในระดับจังหวัด เพื่อมุ่งสู่จังหวัดจัดการตนเอง อาจารย์ย้ำว่า หากไม่มีฐานพลังในพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงจากส่วนบนอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจรูปแบบใหม่ได้

สุดท้าย เขาเห็นว่าความอ่อนแอของรัฐรวมศูนย์ในปัจจุบันคือ “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ที่ภาคประชาชนต้องเร่งสร้างศักยภาพ แพลตฟอร์ม และกลไกของตนเอง เพื่อผลักดันการกระจายอำนาจจากล่างขึ้นบนอย่างยั่งยืน

การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3"นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง : พื้นฐานของประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย”ณ ห้องป...
30/01/2026

การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3
"นวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง : พื้นฐานของประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย”
ณ ห้องประชุม AUDITORIUM อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569

เวทีนำเสนอกรณีตัวอย่างนวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งจากตัวแทน 5 ภาค
• ภาคอีสาน โดย นายจิรัฏฐ์ จึงตระกูล
• ภาคเหนือ โดย อ.ไพสิฐ พาณิชยกุล และ ดร.ศักดิ์ณรงค์ มงคล
• ภาคตะวันออก โดย รศ.ดร.อมรรัตน์ กุลสุจริต และ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
• ภาคกลาง โดย ดร.ฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
• ภาคใต้ โดย ผศ.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ และ อ.วันพระ สืบสกุลจินดา

มองภาพสะท้อนจากแต่ละพื้นที่และการให้ข้อเสนอแนะ
โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ สามัคคีธรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภาคอีสาน: เน้นพลังภาคีภิบาลและธรรมนูญประชาชน

ภาคอีสานถือเป็นพื้นที่ต้นแบบของการใช้พลังเครือข่ายภาคีอย่างเข้มแข็ง

● ขอนแก่น: โดดเด่นด้วยพลังของ “7 ส.” (เครือข่ายภาคประชาสังคม) ที่ขับเคลื่อนร่วมกันภายใต้หลัก “ภาคีภิบาล” (Collaborative Governance)
เน้นความร่วมมือที่เหนียวแน่นและลดช่องว่างระหว่างวัย โดยการดึงคนรุ่นใหม่“Gen Z” เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนชุมชน

● อำนาจเจริญ: มุ่งเน้นการจัดการตนเอง (Self-Governance) สู่การเป็น “เมืองธรรมเกษตร” โดยใช้“ธรรมนูญประชาชน” เป็นกฎกติกาที่สร้างขึ้น
ท่ามกลางความหลากหลาย เน้นความมั่นคงทางอาหารและการทำเกษตรอินทรียไ์ร้สารเคมีพร้อมกับการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็งผ่านกลุ่ม
เยาวชน “ดาวรุ่งจากดิน” ที่ลุกขึ้นมาสานต่อภารกิจเพื่อบ้านเกิด

● มหาสารคาม: ในปีที่ 3 ได้ขับเคลื่อนผ่าน “สภาฮักแพงเบิ่งแงงคนสารคาม” พื้นที่กลางที่ให้คนในชุมชนได้มา “ตุ้มโฮม” (รวมกลุ่ม) เพื่อประสาน
ปัญหาและสะท้อนเสียงไปถึงผู้มีอำนาจท่ามกลางโครงสร้างการบริหารที่ยังรวมศูนย์พร้อมขยายผลเรื่องเกษตรอีสานครบวงจรผ่านความร่วมมือของ
เครือข่ายเกษตรพันธมิตร

ภาคตะวันออก: จากการจัดการปัญหา สู่สถาบันทางการเมืองของประชาชน

ในพื้นที่ชลบุรีตราด และปทุมธานีนวัตกรรมสังคมได้พิสูจน์ให้เห็นว่าปัญหาในพื้นที่สามารถแก้ไขได้ด้วยมือของพลเมืองเอง เช่น กรณี“พลเมืองรักทะเล” ใน
ชลบุรีขณะที่จังหวัดตราดได้ยกระดับสู่อุดมการณ์ท้องถิ่นผ่านแนวคิด “5D วิถีตราด” และปทุมธานทีี่เน้นการทำแผนภาคีเครือข่ายแนวราบ จนเกิดเป็นสถาบัน
ทางการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง

ภาคกลางและตะวันตก: สานพลังสร้างสุขและวิสัยทัศน์ร่วม

การขับเคลื่อนในสุพรรณบุรีเพชรบุรีและกรุงเทพมหานคร สะท้อนถึงการดึงจุดแข็งของอัตลักษณ์พื้นที่มาเป็นพลัง เช่น “สานพลังสร้างสุขพันธสุ์ ุพรรณ” ที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิต 5 มิติร่วมกับหน่วยงานรัฐ ด้านเพชรบุรีประสบความสำเร็จในการทำ MOU ร่วมกับ 14 องค์กรภาคีส่วนในกรุงเทพมหานครมุ่งเป้าไปที่การผลักดัน “สภาพลเมืองกรุงเทพฯ” เพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายการบริหารราชการเมืองหลวงให้ตอบโจทย์ประชาชน

ภาคใต้: “หลากลาง” พื้นที่กลางแห่งความสุขและการกระจายอำนาจ

ในภาคใต้ได้มีการรื้อฟื้นแนวคิด “หลากลาง” พื้นที่พูดคุยแบบดั้งเดิมมาเป็นพื้นที่ต่อรองเชิงอำนาจ ภายใต้หัวข้อ “ร่วมสร้างภาคใต้ให้มีความสุข” ตั้งแตพัทลุง
นครศรีธรรมราช ไปจนถึงสตูลและพังงา มีความสำเร็จในการให้อบจ. พัทลุง บรรจุแผนพัฒนาจากประชาชนเข้าสู่ระบบงบประมาณหลัก ขยับจากประเด็น
ปัญหาเฉพาะหน้าสู่เป้าหมายร่วมคือการผลักดัน “การกระจายอำนาจ”

บทสรุป: พลังจากฐานรากสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

บทเรียนรวมจากทุกภูมิภาคชี้ให้เห็นว่า นวัตกรรมสังคมที่แท้จริงคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทปี่ ระชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่ในหน้ากระดาษ แต่เกิดจากการจัดระบบ
ความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างประชาชน ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จนเกิดเป็น “ภาคีอาสา” เมื่อทุกฝ่าย “ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมกำหนดอนาคต” นวัต
กรรมสังคมจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เป้าหมาย แต่จะกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างแท้จริงและยั่งยืน

Address


40002

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ประชาธิปไตยอัตลักษณ์ไทย : ประชาธิปไตยฐานชุมชน posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your university to be the top-listed University?

Share