กระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำนินนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต, Bangkok.

 #วันมาฆบูชา3 มีนาคม 2569ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หากเป็นปีอธิกามาสเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง...
02/03/2026

#วันมาฆบูชา
3 มีนาคม 2569
ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หากเป็นปีอธิกามาส
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์”
หลักคำสอนอันเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา
แก่พระภิกษุ 1,250 รูป ซึ่งมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

เนื่องในวันมาฆบูชา ขอน้อมรำลึกถึงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
“ไม่ทำความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส”
ขอให้วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เราได้หยุดทบทวนตนเอง เติมสติให้ชีวิต และส่งต่อความดีเล็ก ๆ ให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น
#กระทรวงศึกษา

ศธ. แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มที่พำนักในไทยให้สอดคล้องมติ ครม. ปี 48 และหลักสากลกระทรวงศึกษาธ...
27/02/2026

ศธ. แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มที่พำนักในไทยให้สอดคล้องมติ ครม. ปี 48 และหลักสากล
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญด้วยการตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ. ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ "มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน" ออกจากแนวทางปฏิบัติ
การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ "อาศัยอยู่ในประเทศไทย" เท่านั้น
การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1 - ม.6)
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา
ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

ศธ. แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มที่พำนักในไทยให้สอดคล้องมติ ครม. ปี 48 และหลักสากล

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญด้วยการตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ. ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ "มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน" ออกจากแนวทางปฏิบัติ

การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ "อาศัยอยู่ในประเทศไทย" เท่านั้น

การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1 - ม.6)

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็น "ข่าวปลอม" ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาใ...
27/02/2026

ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็น "ข่าวปลอม" ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์โดยบางเพจระบุถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยในลักษณะที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขอชี้แจงว่าข้อมูลจากเพจดังกล่าวเป็น "ข่าวปลอม" และขอชี้แจงข้อเท็จจริงตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการฉบับล่าสุด ดังนี้
1. ปรับปรุงประกาศเพื่อความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (ลงนามเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 มกราคม 2569) โดยมีการแก้ไขสาระสำคัญคือ การตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ "อาศัยอยู่ในประเทศไทย" เท่านั้น
2. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
3. แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา สำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่ พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย
การปรับปรุงประกาศในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นการตัดสิทธิกลุ่มที่เดินทางข้ามแดนมาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ เพื่อให้การดำเนินงานโปร่งใสและเป็นไปตามระเบียบของรัฐ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากเพจดังกล่าว และสามารถติดตามข่าวสารที่ถูกต้องได้จากช่องทางหลักของกระทรวงศึกษาธิการ
#ข่าวปลอมอย่าหลงเชื่อ #การรับเด็กต่างด้าว #กระทรวงศึกษาธิการ

ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็น "ข่าวปลอม" ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์โดยบางเพจระบุถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทยในลักษณะที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขอชี้แจงว่าข้อมูลจากเพจดังกล่าวเป็น "ข่าวปลอม" และขอชี้แจงข้อเท็จจริงตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการฉบับล่าสุด ดังนี้

1. ปรับปรุงประกาศเพื่อความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (ลงนามเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 มกราคม 2569) โดยมีการแก้ไขสาระสำคัญคือ การตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ "อาศัยอยู่ในประเทศไทย" เท่านั้น

2. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย

3. แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา สำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่ พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย

การปรับปรุงประกาศในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นการตัดสิทธิกลุ่มที่เดินทางข้ามแดนมาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ เพื่อให้การดำเนินงานโปร่งใสและเป็นไปตามระเบียบของรัฐ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากเพจดังกล่าว และสามารถติดตามข่าวสารที่ถูกต้องได้จากช่องทางหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

#ข่าวปลอมอย่าหลงเชื่อ #การรับเด็กต่างด้าว #กระทรวงศึกษาธิการ

19/02/2026

🚨 เตือน! ผู้ใช้งาน Instagram ระวังข้อมูลบัญชีรั่วไหล 🚨

ได้รับอีเมลให้ “รีเซ็ตรหัสผ่าน” ทั้งที่ไม่ได้กดลืมรหัสเองหรือเปล่า?
นี่อาจเป็นสัญญาณจากเหตุการณ์ข้อมูลผู้ใช้ Instagram กว่า 17.5 ล้านบัญชี
ถูกพบหมุนเวียนอยู่ในตลาดมืด 😰

🔎 ข้อมูลอะไรที่ถูกพบ?

จากรายงานของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ พบข้อมูล เช่น

• ชื่อ-นามสกุล / ชื่อผู้ใช้
• อีเมล
• เบอร์โทรศัพท์
• ข้อมูลติดต่ออื่น ๆ

แม้ระบบหลักจะไม่ได้ถูกแฮกโดยตรง
แต่ข้อมูลที่ยืนยันแล้วว่า “ผูกกับบัญชีจริง”
มีมูลค่าสูงมากในตลาดมืด ⚠️

เสี่ยงต่อการ
📩 ฟิชชิ่ง (Phishing)
🔓 พยายามยึดบัญชี
🎭 ปลอมตัวติดต่อหลอกลวง

🛑 วิธีป้องกันตัวเองทันที
1️⃣ ตั้งสติก่อนคลิก

ถ้าไม่ได้กด “ลืมรหัสผ่าน” เอง
ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอีเมลนั้นอาจเป็นของปลอม

2️⃣ เปิดยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน (2FA)

เข้าไปที่
Settings > Security > Two-Factor Authentication

แนะนำใช้แอป Authenticator
เช่น Google Authenticator / Microsoft Authenticator
ปลอดภัยกว่าการรับรหัสผ่าน SMS 🔐

3️⃣ เปลี่ยนรหัสผ่านทันที

โดยเฉพาะคนที่ใช้รหัสเดียวกันหลายเว็บ
ควรตั้งรหัสใหม่ที่ยากและไม่ซ้ำ

💡 จำไว้เสมอ
ระบบอาจปลอดภัย
แต่ “บัญชีของเรา” ต้องดูแลเอง

อ่านแล้วอย่าลืมแชร์เตือนเพื่อน ๆ
เพื่อไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อรายต่อไป ❤️

#ข้อมูลรั่วไหล #ภัยไซเบอร์ #รู้ทันมิจฉาชีพ

18/02/2026

🚨 กลลวงใหม่! มิจฉาชีพบังคับเหยื่อ “ลักพาตัวตัวเอง” เรียกค่าไถ่จากพ่อแม่ 🚨

จากเหตุการณ์จริง นักศึกษาถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก
บังคับให้ “ขังตัวเอง” และจัดฉากเหมือนถูกลักพาตัว
ก่อนโทรเรียกค่าไถ่จากผู้ปกครองกว่า 1 ล้านบาท 😰

นี่ไม่ใช่แค่การหลอกโอนเงิน
แต่มันคือการควบคุมจิตใจแบบเป็นขั้นตอน

🔎 กลโกงเกิดขึ้นอย่างไร?
1️⃣ เปิดฉากด้วย “เจ้าหน้าที่ปลอม”

โทร + วิดีโอคอล
อ้างเป็นตำรวจ / ปปง.
กล่าวหาพัวพันคดีฟอกเงินร้ายแรง
สร้างความตกใจและความกลัวทันที

2️⃣ สั่งโอนเงินพิสูจน์ความบริสุทธิ์

อ้างเป็นขั้นตอนกฎหมาย
แต่จริง ๆ คือกับดักขั้นแรก

3️⃣ ควบคุมตัวเหยื่อ

📱 สั่งขังตัวเองในห้อง
📹 เปิดวิดีโอคอลตลอด 24 ชม.
🚫 ห้ามติดต่อใคร

เป้าหมายคือทำให้เหยื่อโดดเดี่ยว
ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
จนไม่กล้าคิดหรือขอความช่วยเหลือ

4️⃣ จัดฉากลักพาตัว

บังคับให้ทำเหมือนถูกทำร้าย
แล้ววิดีโอคอลไปหาผู้ปกครอง
เรียกค่าไถ่ทันที

🛑 วิธีเอาตัวรอด

✅ ตั้งสติ
จำไว้: เจ้าหน้าที่รัฐจริง ไม่โทรวิดีโอคอลแจ้งคดี และไม่สั่งโอนเงิน

📵 วางสายทันที
อย่าเปิดโอกาสให้ข่มขู่ต่อ

📞 โทรแจ้ง 1441
หรือแจ้งตำรวจในพื้นที่ทันที

💡 ภัยไซเบอร์วันนี้ไม่ได้แค่หลอกเงิน
แต่ใช้ “ความกลัว” เป็นอาวุธ

อย่าปล่อยให้ความตกใจทำให้เราขาดสติ
แชร์ต่อเพื่อเตือนลูกหลานและคนในครอบครัว ❤️

#รู้ทันมิจฉาชีพ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ภัยไซเบอร์ #1441

17/02/2026

🚨 รู้ทัน 7 ขั้นตอน! แกะรอยกลโกง “ทำงานออนไลน์” 🚨

“งานง่าย รายได้ดี”
แค่กดไลก์ ดูคลิป รีวิวสินค้า แล้วได้เงินหลักพันต่อวัน? 💸

ฟังดูดีเกินจริง… และใช่ค่ะ ส่วนใหญ่มันคือ “กับดัก”

กลโกงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม
แต่วางแผนเป็นขั้นตอน ใช้แชตปลอม + กลุ่มหลอก + หน้าม้าปั้นเรื่อง
เพื่อสร้าง “ความน่าเชื่อถือปลอม” 🎭

🔎 7 ขั้นตอนกลโกงที่ต้องรู้
1️⃣ ล่อเหยื่อด้วยโฆษณา

โพสต์พาดหัวแรง ๆ
“งานง่าย รายได้ดี ทำที่บ้านได้”
ยิงแอดตรงถึงคนที่กำลังมองหารายได้เสริม

2️⃣ สร้างภาพลวงตาในกลุ่มแชต

ดึงเข้ากลุ่มที่มี “หน้าม้า” เต็มไปหมด
ส่งสลิปปลอม โชว์รายได้
ทำให้ดูเหมือนทุกคนได้เงินจริง

นี่คือเทคนิค Social Proof 👉 เห็นคนอื่นทำ เลยเชื่อว่าปลอดภัย

3️⃣ ให้ทำภารกิจง่าย ๆ

กดไลก์ ดูวิดีโอ รีวิวสินค้า
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า “งานนี้ได้เงินจริง”

4️⃣ โชว์ “เงินทิพย์”

มีตัวเลขรายได้ขึ้นในระบบ
แต่ถอนออกไม่ได้ ❌

ตัวเลขนั้นไม่มีเงินจริงอยู่เบื้องหลัง
แต่ทำให้เรา “รู้สึกเป็นเจ้าของเงิน” ไปแล้วทางจิตใจ

5️⃣ เรียกเก็บเงินปลดล็อก

อ้างว่าระบบผิดพลาด
ต้องโอนเงินเข้าไปก่อน เพื่อถอนรายได้

⚠️ นี่คือจุดตัดสินว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน

6️⃣ เร่งความกดดัน

หน้าม้าโพสต์ว่า
“โอนแล้ว ได้เงินคืนแล้ว!”

ทำให้เหยื่อกลัวพลาดโอกาส

7️⃣ บีบคั้นขั้นสุดท้าย

ถ้ายังไม่โอน จะใช้ 2 วิธี

😨 ข่มขู่ดำเนินคดี
🥺 อ้อนวอน ขอความเห็นใจ

เพื่อให้โอนเงินครั้งสุดท้าย

❗ จำไว้ให้ขึ้นใจ

ถ้า “งาน” เรียกร้องให้คุณ
ต้อง “จ่ายเงินก่อน” เพื่อรับค่าจ้าง

👉 นั่นคือมิจฉาชีพ 100%
---------------------------------------------------------------
📞 สงสัยหรือถูกหลอก โทรสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที
ความรู้วันนี้ อาจช่วยคุณหรือคนใกล้ตัวไม่ให้เสียเงินทั้งชีวิต ❤️
#รู้ทันมิจฉาชีพ #งานออนไลน์ #ภัยไซเบอร์ #1441

17/02/2026

🚨 คู่มือรู้ทันกลโกง : จับไต๋มิจฉาชีพออนไลน์ ฉบับเข้าใจง่าย 🚨

ในยุคที่ทุกอย่างทำได้ผ่านมือถือ 📱
ความสะดวกสบายก็มาพร้อม “ความเสี่ยง”
มิจฉาชีพออนไลน์ หรือที่เรียกว่า สแกมเมอร์ (Scammer)
มีกลโกงที่แนบเนียนขึ้นทุกวัน

รู้ทัน = ป้องกันได้ 🛡️

👤 สแกมเมอร์คือใคร?

คือคนหรือกลุ่มที่ “หลอกลวง” เพื่อหวังผลประโยชน์ โดยเป้าหมายหลักคือ

💰 เงิน/ทรัพย์สิน
🔐 ข้อมูลส่วนตัว
💔 ความรู้สึก (เช่น Romance Scam)

❗ และใช่… “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบของสแกมเมอร์เช่นกัน

⚠️ 6 ช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เข้าหาคุณ

📩 1. SMS หลอกลวง
สร้างความเร่งด่วน + แนบลิงก์อันตราย
ปลอมชื่อผู้ส่งให้เหมือนธนาคารได้

📞 2. โทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์ปลอม)
อ้างเป็นตำรวจ/DSI/ธนาคาร
ขู่เรื่องคดี หนี้ พัสดุผิดกฎหมาย
กดดันให้โอนเงินหรือติดตั้งแอป

📧 3. อีเมลปลอม
ขึ้นหัวข้อ “ด่วนมาก!”
ปลอมโลโก้ คล้ายของจริง
👉 อย่าเชื่อชื่อผู้ส่งอย่างเดียว ตรวจสอบ URL ก่อนคลิก

📱 4. โซเชียลมีเดีย
สร้างโปรไฟล์ปลอมตีสนิท
หรือทำแบบทดสอบ/เกมหลอกเก็บข้อมูลส่วนตัว

🌐 5. เว็บไซต์ปลอม
ลดราคาหนักเกินจริง
โฆษณาป๊อปอัปว่าถูกรางวัล
โดเมนสะกดแปลกๆ ต้องระวัง

👥 6. เข้าหาตัวโดยตรง
ขอรับบริจาคปลอม
ขายของไม่มีอยู่จริง
หลอกให้โอนเงินล่วงหน้า

🛑 เกราะป้องกัน 3 ข้อ จำให้ขึ้นใจ
🔎 อย่าเพิ่งเชื่อ
ข้อเสนอที่ดีเกินจริง = ต้องสงสัยก่อนเสมอ
✋ อย่าเพิ่งกด/โอน
ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนทุกครั้ง
-------------------------------------------------------------
📢 อย่าลังเลที่จะแจ้ง
ถ้าสงสัยหรือเสียหายแล้ว รีบแจ้งทันที
🌐 แจ้งความออนไลน์: www.thaipoliceonline.go.th
📞 สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 (24 ชม.)

13/02/2026

🚨 เตือนภัย! 𝗩𝗶𝗿𝘁𝘂𝗮𝗹 𝗞𝗶𝗱𝗻𝗮𝗽𝗽𝗶𝗻𝗴 เมื่อรูปถ่ายในโซเชียลของคุณ กลายเป็นอาวุธเรียกค่าไถ่ 🚨

แค่รูปธรรมดาที่เราโพสต์ในโซเชียล
อาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้สร้าง “สถานการณ์ลักพาตัวปลอม” 😰

ภัยนี้เรียกว่า Virtual Kidnapping (การลักพาตัวเสมือนจริง)
ใช้ AI ตัดต่อภาพ ปลอมเสียง ปลอมเบอร์โทร
จัดฉากเสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง
เพื่อทำให้ครอบครัวตื่นตระหนกและรีบโอนเงินค่าไถ่ 💸

⚠️ กลโกงนี้ไม่ได้ใช้แค่เทคโนโลยี

แต่มันเล่นกับ “ความกลัว” และ “ความรักของครอบครัว”
บีบให้เราตัดสินใจเร็ว โดยไม่มีเวลาคิด

🛑 ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ต้องทำ 4 อย่างทันที

1️⃣ รีบติดต่อคนที่ถูกอ้างถึงทันที
โทร / ส่งข้อความ / ทักทุกช่องทาง เพื่อยืนยันว่าเขาปลอดภัย

2️⃣ ห้ามโอนเงินเด็ดขาด
ไม่ว่าปลายสายจะกดดันแค่ไหน

3️⃣ ตรวจสอบภาพหรือคลิปอย่างละเอียด
ดูความผิดปกติ เช่น ภาพบิดเบี้ยว สีหน้าไม่ธรรมชาติ (อาจเป็น AI)

4️⃣ เก็บหลักฐานและแจ้งตำรวจทันที
📞 191 หรือสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441

🔐 วิธีป้องกันล่วงหน้า

ตั้ง “Safe Word” หรือรหัสลับในครอบครัว
ไว้ใช้ยืนยันตัวตนในกรณีฉุกเฉิน
ช่วยตัดเกมมิจฉาชีพได้ทันที

💡 จำไว้เสมอ:
อาวุธที่ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยี
แต่คือ “สติ”

อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด
อ่านแล้วแชร์ต่อ เพื่อปกป้องคนที่คุณรัก ❤️

#ภัยไซเบอร์ #รู้ทันมิจฉาชีพ #1441

12/02/2026

สดุดีหัวใจแม่พิมพ์ผู้เสียสละ เพื่อปกป้องลูกศิษย์ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร

12 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงศึกษาธิการได้สูญเสียบุคลากรผู้ทรงคุณค่าไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้สิ้นลมหายใจ ณ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งความกล้าหาญที่ต้องจารึกไว้ว่า

นี่คือ "ครู" ที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อรักษาลมหายใจของลูกศิษย์

วินาทีชีวิตและการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ ย้อนกลับไปในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่โรงเรียนที่ควรจะปลอดภัยที่สุด กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความระทึกขวัญ เมื่อคนร้ายวัย 18 ปี บุกเข้ามาพร้อมอาวุธปืนและจับนักเรียนหญิงคนหนึ่งเป็นตัวประกัน ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นและความตายนั้น ผอ.ศศิพัชร ไม่ได้คำนึงถึงตำแหน่งหรือความปลอดภัยของตนเอง ท่านตัดสินใจเดินเข้าไปเจรจาและขอ "เปลี่ยนตัว" เพื่อให้เด็กนักเรียนปลอดภัย การตัดสินใจนั้นทำให้ท่านถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้แพทย์จะพยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม

• เส้นทางแม่พิมพ์ผู้ทุ่มเท
นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สมรสกับ นายเจษฎา สินสโมสร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งครู โรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน คือ นายสุวิจักร สินสโมสร เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ ชั้นปีที่ 3 และ ด.ญ.ธัญธร สินสโมสร เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย

ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ไม่ได้เพียงแต่เสียสละในวาระสุดท้ายเท่านั้น แต่ตลอดชีวิตราชการ ท่านคือผู้ที่อุทิศตนเพื่อการศึกษามาโดยตลอด

• การศึกษา : จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา

• เส้นทางรับราชการ
◦ ปี 2551-2552 : รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ
◦ ปี 2552-2559 : รองผู้อำนวยการ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
◦ ปี 2559-2563 : ผู้อำนวยการ โรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
◦ ปี 2563-ปัจจุบัน : ผู้อำนวยการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

วิสัยทัศน์และหัวใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา ตลอดการทำงาน ท่านได้สร้างสรรค์นวัตกรรมการบริหารไว้มากมาย อาทิ PATONG MODEL และ SONG-LE MODEL รวมถึงโครงการ Happy Workplace เพื่อสร้างโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาต่างระลึกถึงท่านในฐานะเจ้านายที่ใจดี เปี่ยมด้วยเมตตา และมีวิสัยทัศน์ที่ทำเพื่อเด็กอย่างแท้จริง

อาลัย "แม่พิมพ์" ผู้ยืนบังกระสุนแทนลูกศิษย์ "ครูบางคนสอนด้วยหนังสือ แต่ครูบางคน... สอนด้วยชีวิต" คำกล่าวนี้คือสิ่งที่นิยามตัวตนของ ผอ.ศศิพัชร ได้ดีที่สุด ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของครูที่พร้อมจะยืนหน้ากระสุนเพื่อให้ลูกศิษย์ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ความดีและความกล้าหาญของท่านจะยังคงสว่างไสวอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดไป

#ขอแสดงความอาลัย #ผอโรงเรียนพะตงฯ #แม่พิมพ์ของชาติ #สดุดีวีรกรรม #กระทรวงศึกษาธิการ

12/02/2026

🚨 สัญญาณอันตราย “ออนไลน์กรูมมิ่ง” ภัยเงียบใกล้ตัวลูกหลานที่คุณอาจไม่เคยรู้ 🚨

ในยุคที่เด็ก ๆ ใช้โลกออนไลน์ทุกวัน ทั้งเรียน เล่นเกม และคุยกับเพื่อน
แต่รู้หรือไม่ว่า… มี “ภัยเงียบ” ที่มาในรูปแบบของมิตรภาพ 🧑‍💻💬

สิ่งนี้เรียกว่า 𝗢𝗻𝗹𝗶𝗻𝗲 𝗚𝗿𝗼𝗼𝗺𝗶𝗻𝗴 (ออนไลน์กรูมมิ่ง)
คือการล่อลวงเด็กผ่านการสร้างความไว้ใจ ก่อนนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์และข่มขู่

🔎 สัญญาณอันตรายที่ผู้ปกครองควรรู้
🤝 1. เข้ามาตีสนิท สร้างความไว้วางใจ
ไม่ได้เริ่มจากการคุกคาม แต่เริ่มจากการเป็น “เพื่อนที่ดี”
พูดคุยเป็นมิตร รับฟัง เข้าใจ จนเด็กเชื่อใจ

🎁 2. ใช้คำชมและของขวัญล่อใจ
ชมเก่ง ชมสวย ชมหล่อหรือให้ไอเทมในเกม เพื่อสร้างความประทับใจ
ทั้งหมดนี้คือ เครื่องมือในการหลอกล่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจและติดกับดักที่วางไว้

🔒 3. ชวนไปคุยในแชทส่วนตัว
นี่คือจุดอันตราย! การแยกเด็กออกจากพื้นที่สาธารณะ ทำให้ควบคุม ล่อลวง และข่มขู่ได้ง่ายขึ้น
โดยที่ไม่มีใครสามารถเห็นหรือให้ความช่วยเหลือ

⚠️ 4. เริ่มแบล็กเมล์และข่มขู่
ข้อมูลส่วนตัว ความลับ หรือภาพถ่าย
อาจถูกนำมาใช้ข่มขู่ บังคับ หรือเรียกร้องสิ่งไม่เหมาะสม
บางกรณีร้ายแรงถึงขั้นบังคับทำร้ายตนเอง นี่คือภัยร้ายที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
--------------------------------------------------------
🛑 วิธีรับมือเมื่อสงสัยว่าลูกตกเป็นเหยื่อ

✅ ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนก
✅ รีบ “เก็บหลักฐาน” แชท รูปภาพ หรือข้อมูลทั้งหมด
✅ แจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ทันที
📞 โทรสายด่วน 1441

15/01/2026

ที่อยู่

กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำนินนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต
Bangkok
10300

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6622819264

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กระทรวงศึกษาธิการผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กระทรวงศึกษาธิการ:

แชร์