สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, Bangkok.

ปรัชญา
เข้าถึงท้องถิ่น เข้าใจความหลากหลาย ประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อสังคม

ความสำคัญ
การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือการศึกษาเรียนรู้พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจผู้คนชุมชน วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับท้องถิ่นด้วยกัน ท้องถิ่นกับสังคมเมือง สังคมประเทศ สังคมอาเซียน และสังคมโลก
การศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒ

นธรรมท้องถิ่นอย่างเข้าใจและเข้าถึง จะก่อให้เกิดความรักและ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจ ความหวงแหน และเป็นพลังนำไปสู่ความร่วมมือในการอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งยั่งยืน
ปัจจุบันยังไม่มีสถาบันการศึกษาใดภายในประเทศเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ครอบคลุมและสอนอย่างบูรณาการ ในขณะที่จุดเด่นของคณะโบราณคดีมีการเรียนการสอนหลากหลายสาขาวิชา ทั้งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษยวิทยา พิพิธภัณฑสถานวิทยา ภาษาตะวันออก และภาษาตะวันตก ที่ล้วนเอื้อต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน หมวดวิชาประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี ได้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลายรายวิชาในหลักสูตรวิชาโทประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี ดังนั้นการเปิดหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในคณะโบราณคดี จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง
การเปิดหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนี้ จะสามารถสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจวัฒนธรรมและสังคมไทย สังคมอาเซียนและสังคมโลก สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ ยิ่งกว่านั้นยังส่งเสริมการศึกษา การทำงานข้ามวัฒนธรรมในกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วยความเข้าใจในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกัน และยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่มหาวิทยาลัยศิลปากรให้มีศักยภาพสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านอุดมศึกษาอีกด้วย


วัตถุประสงค์
1 เพื่อสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
2 เพื่อสร้างบัณฑิตให้รู้จักคิด วิเคราะห์ และวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
3 เพื่อให้บัณฑิตสามารถนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ผศ.สาลินี มานะกิจ และผศ.ธนโชติ เกียรติณภัทร นำนักศึกษารายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับงานวร...
22/02/2026

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙
ผศ.สาลินี มานะกิจ และผศ.ธนโชติ เกียรติณภัทร
นำนักศึกษารายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับงานวรรณกรรม
ทัศนศึกษาชุมชนย่านบางยี่ขัน บ้านปูน วัดสวนสวรรค์ วัดคฤหบดี

ทั้งหมดนี้ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับชุมชนชาวลาวในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตลอดจนวรรณกรรมเรื่องนิราศบางยี่ขันของคุณพุ่ม และเรื่องราวในพื้นพระแซกคำ

โดยวิทยากรนำชม คือ
๑. นายจิรวัฒน์ ตั้งจิตรเจริญ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลมติชน ศิษย์เก่าสาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ และวิชาโทประวัติศาสตร์
๒. นายปฐมพร จำปาอ่อน ศิษย์เก่าสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ที่มาภาพ: นายนำโชค ลาภเอนกกุล (ภาพ ๑-๑๘)

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทุกคน ขอให้พวกเราชาวโลคอลเต็มที่กับทุกโอกาสที่รออยู่ข้างหน้า เชื่อใ...
16/02/2026

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทุกคน
ขอให้พวกเราชาวโลคอลเต็มที่กับทุกโอกาสที่รออยู่ข้างหน้า เชื่อในตัวเองอย่างมั่นใจ พร้อมเต็มที่ในทุกๆ ก้าวที่เลือก
#โลคอลรุ่น6

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569ขอขอบคุณวิทยากรบรรยายพิเศษ ในรายวิชา  Society and Culture in Southeast Asia  หัวข้อเรื่อง "มอญใน...
03/02/2026

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569
ขอขอบคุณวิทยากรบรรยายพิเศษ ในรายวิชา Society and Culture in Southeast Asia หัวข้อเรื่อง "มอญในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ประวัติศาสตร์และสถานการณ์ร่วมสมัย”
โดย ผศ.องค์ บรรจุน คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ได้มอบความรู้และร่วมแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาในชั้นเรียน
ขอขอบคุณค่ะ

สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิใจนำเสนอ"ท่าฉลอม ที่ฉันรู้จัก: ผู้คน ชีวิต วัฒนธรรม" หนังสือรวมผลงานวิชาการของนักศึกษา...
01/02/2026

สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิใจนำเสนอ
"ท่าฉลอม ที่ฉันรู้จัก: ผู้คน ชีวิต วัฒนธรรม" หนังสือรวมผลงานวิชาการของนักศึกษาชั้นปีที่ 3
บูรณาการในรายวิชา Local History Fieldwork
ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน ผู้มีส่วนช่วยเหลือตลอดระยะเวลาการทำงานภาคสนาม ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องเล่าทุกคน ที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำและสร้างภาพอดีตให้มีความชัดเจนมากขึ้น หวังว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์เพิ่มเติมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์สังคมชุมชนท่าฉลอมในมิติผู้คนที่มีบรรยากาศของเรื่องราวและสีสันการเล่าเรื่องที่หลากหลายมากขึ้น
#ไปอีกก็ได้อีก
#ทุกคนเก่งมาก☆☆
อ่านเอกสารออนไลน์ https://anyflip.com/xthag/urjt/

 #ชวนฟัง
24/01/2026

#ชวนฟัง

🦢・₊✧ มาอย่างต่อเนื่องกับเสวนาวิชาการครั้งที่ 2 โดยสโมสรนักศึกษาคณะโบราณคดี ในหัวข้อ พลังสตรีบนเวทีประวัติศาสตร์ ·˚*୧ Eugénie de Montijo ୨*˚· 🇫🇷

บรรยายโดย

❀ อ.ดร.วรมาศ ธัญภัทรกุล

❀ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกสุดา สิงห์ลำพอง

💡จัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 16.30-18.30 น.
(เปิดให้ลงทะเบียนเข้างานตั้งแต่ 15:30-17:00 น.)

📍ณ ห้อง ศร.3004 ชั้นใต้ดิน อาคารศูนย์รวม 3 มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (สามารถ walk in ได้ในวันงานด้วยนะ)
✽ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรที่ลงทะเบียนเข้างาน 60 คนแรกในครั้งนี้จะได้รับชั่วโมงกิจกรรม !
✽ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม
✽ บุคคลภายนอกสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้

ลิงก์ลงทะเบียน📂
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd6gM88Vcn3UYhUK_XglY9rHgZ2LSKmQkBP9dujKpdt8vwaPw/viewform

🔎 ช่องทางติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
page : สโมสรนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย ศิลปากร
IG & TikTok : smoboran

วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙ผศ.สาลินี มานะกิจ และผศ.ธนโชติ เกียรติณภัทร นำนักศึกษารายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับงานวรรณกรร...
24/01/2026

วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙

ผศ.สาลินี มานะกิจ และผศ.ธนโชติ เกียรติณภัทร นำนักศึกษารายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับงานวรรณกรรม ทัศนศึกษาเกี่ยวกับจารึกและศิลปวัตถุที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ล้านนาและสุโขทัย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมีนายวิศวะ ชินโย นักศึกษาปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ และนายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ มาร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนสาระความรู้

ที่มาภาพ วิศวะ ชินโย

 #ชวนเที่ยว
20/01/2026

#ชวนเที่ยว

สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 : ”ท่าฉลอม“

และงาน #ยลวิถีสีสรรค์ท่าฉลอม ครั้งที่ 2 🌊🌤️
ขอชวนทุกคนมา “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่ชุมชนบ้านท่าฉลอม ต.ท่าฉลอม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร

งานนี้ไม่มีอ่อม! เพราะมีกิจกรรมให้ทำเพียบบบบ
- นั่งรถราง ยลวิถีชุมชน ฟรี! 🚍✨พร้อมสะสมตราประทับ 6 จุด แลกรางวัลสุดพิเศษ จาก ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม
- ชิม 🥢 อาหารถิ่นแสนอร่อย เช่น เกี๊ยวปลาท่าฉลอม ปลายี่สนทุบ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และอีกมากมายที่รวบรวมมาไว้ในงานเดียว
- ช้อป 🛍️ สินค้าชุมชน งานคราฟท์ และของวินเทจ จะซื้อใช้เองหรือซื้อฝากก็เหมาะไปหมด
- โชว์ฝีมือ 🎨 ทำ workshop ไทไทย ฟรี! ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ / พับเหรียญโปรยทาน / ทำพวงมโหตร / ว่าวแฟนซี / และทำพวงกุญแจโขน สุดน่ารักกกก

📌 วันที่ 31 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2569

ตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ https://maps.app.goo.gl/TQ6oyQfbVwvmgLaU8?g_st=ic
ฟรี! ไม่เสียค่าเข้างาน

🐟💭 ปักหมุดแล้วมาเจอกันนะคร้าบบบบ💙

#เที่ยวชุมชนยลวิถี #ท่าฉลอม #ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ

14/01/2026

ชวนเที่ยว เรียนรู้ พิพิธภัณฑ์อัยการไทย
♤☆ไปพบกับคุณพงศธร ดาวกระจาย
(พี่ดอม โลคอลรุ่น1) ได้น๊าา

เรื่องเล่าจากภาคสนาม : ลูกอีสาน ณ ท่าฉลอมท่าฉลอมเมืองประมงเก่าแก่ของประเทศไทย ปรากฏร่องรอยหลักฐานที่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐา...
07/01/2026

เรื่องเล่าจากภาคสนาม : ลูกอีสาน ณ ท่าฉลอม

ท่าฉลอมเมืองประมงเก่าแก่ของประเทศไทย ปรากฏร่องรอยหลักฐานที่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของชุมชนร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ตั้งชายฝั่งปากแม่น้ำท่าจีนแห่งนี้มิได้เป็นเพียงแหล่งทำการประมงและการค้าทางน้ำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นชุมชนที่หล่อหลอมผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม บางคนอพยพเข้ามาเพื่อทำมาหากิน ขณะที่หลายคนก็เลือกลงปักฐานบนพื้นที่แห่งนี้ ท่าฉลอมจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดรับการเคลื่อนย้ายของผู้คนอย่างต่อเนื่อง รวมถึง “ชาวอีสาน” ที่เข้ามาประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว
ช่วงทศวรรษที่ 2510 – 2520 ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของเศรษฐกิจภาคการประมง ท่าฉลอมกลายเป็นเมืองประมงที่ไม่มีวันหลับใหล แสงไฟจากเรือส่องสว่างทั้งวันทั้งคืน มีเรือประมงคอยเข้าออกสะพานปลาตลอดเวลา ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ความต้องการภาคแรงงานจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงแรก
ท่าฉลอมเองก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทยได้ประสบกับวิกฤตภัยแล้งอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายปีและยิ่งผ่านความไม่สงบจากภัยความมั่นคงกับกลุ่มคอมมิวนิสต์จึงได้มีการออกตามหาชีวิตใหม่ ยังถิ่นฐานอื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือท่าฉลอม การเข้ามาของกลุ่มคนอีสานที่ท่าฉลอม ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คุณปราโมทย์ แสงสุขเอี่ยม อดีตไต้ก๋งเรือประมง กล่าวว่า “...ตอนแรกมีคนอีสานมาทำงานบนเรืออยู่ไม่กี่คน แต่ก็ได้ชวนกันปากต่อปากจนเริ่มตามเข้ามากันอย่างมาก เพราะเงินมันดี แต่คนที่มาอยู่แรก ๆ ส่วนใหญ่ทำงานกันไม่ค่อยได้หรอกเพราะเมาเรือ แต่คนอีสานนี่อดทนเก่ง สนุกสนาน แต่เขาไม่ได้ทำทั้งปี พอถึงช่วงดำนาหรือเกี่ยวข้าวก็จะกลับอีสานกัน...”
แรงงานชาวอีสานที่อพยพเข้ามาในท่าฉลอมส่วนใหญ่จะมาในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการทำนา เข้ามาประกอบอาชีพที่หลากหลายทั้งมาเป็นแรงงานก่อสร้างอาคาร พนักงานโรงงาน คนงานร้านอาหาร คนขับสามล้อรับจ้าง และลูกเรือประมง ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมากในแรงงานหนุ่มชาวอีสาน ด้วยรายได้ที่ค่อนข้างสูงจนเกิดการเล่าปากต่อปากไปยังแรงงานอีสานกลุ่มอื่น ๆ ทำให้มีการโยกย้ายมาเป็นลูกเรือมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าในช่วงแรกลูกเรืออีสานเหล่านี้จะถูกมองว่าค่อนข้างเชื่องช้าและไม่มีประสบการณ์บนเรือเนื่องจากเป็นคนบกแต่ด้วยคุณลักษณะเฉพาะของคนอีสานที่มีความอดทน เมื่อมีประสบการณ์จากการออกเรือแล้วจึงทำให้พวกเขากลายมาเป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงและการจับปลา ซึ่งความนิยมในการทำอาชีพเป็นลูกเรือประมงของแรงงานอีสานนี้เองได้สะท้อนให้เห็นผ่านบทเพลงชื่อดังอย่าง “ตังเก” ประพันธ์โดย พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เมื่อปี 2533 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการพูดคุยกับแรงงานอีสานบนเรือตังเกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า “..ฉันเกิด อยู่แดน อีสาน ถิ่นกันดารที่เขา ดูหมิ่น ดูแคลน จากไกลไปหากินต่างแดน ก็อาลัยแสนเมื่อ จำต้องพรากบ้านมา ร่อนเร่ พเนจรไป เหมือนนกไพรไร้พง พนา ไม่ได้จับไถ เลยไปจับปลา ไม่ได้ทำนา เลยมากับ เรือ ตังเก..”
“พายุเกย์” สาเหตุคนอีสานหายไปจากท่าฉลอม
เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแรงงานในอุตสาหกรรมประมงคือ พายุโซนร้อน “เกย์” ซึ่งพัดถล่มภาคใต้ของไทยใน พ.ศ. 2532 ทำให้แรงงานประมงจำนวนมากโดยเฉพาะชาวอีสานเสียชีวิตและหนีหายออกจากระบบแรงงานประมงจำนวนมาก แม้พายุจะทำให้ทรัพยากรทางทะเลกลับมาอุดมสมบูรณ์ชั่วคราว แต่กลับส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
พายุไต้ฝุ่นเกย์ซึ่งพัดเข้าสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. 2532 นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานประมงชาวอีสานซึ่งเป็นกำลังแรงงานสำคัญของอุตสาหกรรมประมงในอ่าวไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิตแรงงานอีสานจำนวนมากกลางทะเล ขณะเดียวกันผู้รอดชีวิตจำนวนไม่น้อยต่างตัดสินใจถอนตัวออกจากภาคการประมงอย่างถาวรด้วยความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิต ผลจากการถอนตัวของแรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มิได้ก่อให้เกิดเพียงการสูญเสียกำลังแรงงานในระยะสั้น หากแต่ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมประมงอย่างถาวร กล่าวคือ ภาคธุรกิจประมงต้องเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก แม้ทรัพยากรทางทะเลจะเริ่มฟื้นตัวหลังการหยุดทำประมงชั่วคราวก็ตาม ในกรณีของท่าฉลอม การถอนตัวของแรงงานอีสานส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านประมงชะงักงันต่อเนื่องราว 2–3 ปี ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งภายหลังการเปิดรับแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาร์เข้ามาทดแทนในช่วงประมาณ พ.ศ. 2536 ซึ่งสะท้อนให้เห็นบทบาทของแรงงานอีสานในฐานะกลไกหลักของระบบประมงไทย และความเปราะบางของชีวิตแรงงานเมื่อเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม
แม้ปัจจุบันท่าฉลอมไม่พบแรงงานชาวอีสานมากเหมือนในอดีต แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวอีสานเคยเป็นส่วนหนึ่งของท่าฉลอม ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญ ทำให้ท่าฉลอมมีเศรษฐกิจที่เติบโตซึ่งนอกจากธุรกิจภาคประมงแล้ว ภาคธุรกิจอื่น ๆ ของท่าฉลอมก็ล้วนแล้วแต่เคยมีแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นชาวอีสาน แม้วันนี้เรื่องชาวอีสานที่ท่าฉลอม จะเหลือเพียงความทรงจำผ่านการบอกเล่า แต่การเข้ามาและการจากไปของแรงงานชาวอีสานในท่าฉลอมมิได้เป็นเพียงปรากฏการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานตามกลไกตลาด หากแต่สะท้อนพลวัตของชีวิตแรงงานที่ต้องเผชิญทั้งความยากจน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุไต้ฝุ่นเกย์จึงมิได้เพียงพัดพาแรงงานอีสานออกจากทะเล แต่ได้ทิ้งร่องรอยความทรงจำและบทบาทของพวกเขาไว้ในประวัติศาสตร์ท่าฉลอม ในฐานะผู้ขับเคลื่อนเมืองประมงแห่งนี้ในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างแรงงานไทยในยุคต่อมา
เรียบเรียงเนื้อหา โดย อนุพงษ์ มูลมืด นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
รายการอ้างอิง
กรมอุตุนิยมวิทยา. ภัยแล้ง. เข้าถึงเมื่อ 4 มกราคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/Ceu9l
ปราโมทย์ แสงสุขเอี่ยม. อดีตไต้ก๋งเรือประมง. สัมภาษณ์, 7 เมษายน 2568.
BrandThink Cinema. 34 ปี “ตังเก” สุดยอดเพลงแรงงานอีสานพลัดถิ่น ตำนานความเซิ้งที่ทั้งหัวเราะร่าทั้งน้ำตาริน. เข้าถึงเมื่อ 5 มกราคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://shorturl.asia/omuAb
Thairath. ร่องรอยพังพินาศ พายุไต้ฝุ่นเกย์! หายนะชายฝั่งอ่าวไทย ตาย 500 ศพ. เข้าถึงเมื่อ 5 มกราคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1416990

ขอส่งความสุขให้ทุกคนมีพลังกาย กำลังใจ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดทั้งปีสวัสดีปีใหม่ 2569สาขา...
01/01/2026

ขอส่งความสุขให้ทุกคน
มีพลังกาย กำลังใจ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดทั้งปี

สวัสดีปีใหม่ 2569
สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

"ห้างกิมเซ่งหลี" : บทบาทของกลุ่มทุนจีนในมณฑลพายัพ (ลุ่มแม่น้ำปิง)ค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหา โดย นายยุทธนา ทองดี 6503100...
13/11/2025

"ห้างกิมเซ่งหลี" : บทบาทของกลุ่มทุนจีนในมณฑลพายัพ (ลุ่มแม่น้ำปิง)
ค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหา โดย นายยุทธนา ทองดี 650310038
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี
......................................................................
กลุ่มจีนแต้จิ๋วในมณฑลพายัพ โดยเฉพาะกรณีของ ห้างกิมเซ่งหลี ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่ ตรอกบ้านจีน เมืองตาก กลุ่มการค้านี้เกิดจากมิตรภาพของชาย 3 คน ได้แก่ ลูกจีนเมืองตาก 2 คน คือ หลวงนราพิทักษ์ (บุญเย็น โสภโณดร) ปลัดฝ่ายจีนเมืองตาก (ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่ หลวงจิตจำนงวานิช เป็นบุตรของจีนมัก) กับ หลวงบริรักษ์ประชากร (ทองอยู่ โสภโณดร) กรมการพิเศษเมืองตาก และจีนนอกชื่อ เตียอูเต็ง ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอุดรภัณฑ์พานิช (เต็ง โสภโณดร, นายอากรเต็ง ค.ศ. 1842-1919 พ.ศ. 2385-2462) บทบาทอันโดดเด่นของพ่อค้าชาวแต้จิ๋วแห่งลุ่มน้ำปิงกลุ่มนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือของศาสตราจารย์สกินเนอร์ (G. William Skinner) นักวิชาการด้านจีนศึกษาโดยละเอียด
ตำนานห้างกิมเซ่งหลี เริ่มจากอูเต็ง แซ่เตีย หนุ่มผู้ยากไร้จากอำเภอเตี่ยอัง ตัดสินใจมาหางานในสยาม โดยทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 18 บาท เป็นค่าโดยสาร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ประวัติชีวิตหลวงอุดรภัณฑ์พานิชไว้ว่า

“....เมื่อแรกเข้ามาถึงเมืองไทย รับจ้างเขาเป็นจับกังพายเรือ (ได้รายได้เดือนละ 3 บาท) ด้วยในสมัยนั้นถนนรนแคมยังไม่ใคร่มี ไปไหนไปเรือกันเป็นพื้น พวกจีนที่เป็นเถ้าแก่มักใช้เรือสำปั้น 3 กระทงเวลาไปไหน ตัวเถ้าแก่นั่งคัดท้าย มีจับกังพายจ้ำไปข้างหัว 2 คน เขามักจ้างจีนใหม่ ให้ค่าจ้างถูกๆ เพราะจับกังพายเรือไม่ต้องรู้ภาษาไทย แล้วแต่เถ้าแก่สั่งให้พายก็พายไป รับจ้างพายเรืออยู่จนได้เงินใช้หนี้ที่เขาทดรองค่าโดยสารหมดแล้ว จึงคิดอ่านไปรับจ้างเขาหุงข้าวกะทะในโรงกงสีสำหรับเลี้ยงจับกัง ได้ค่าจ้างมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ค่อยสะสม ค่าจ้างไว้เป็นทุน จนพอจะออกค้าขายโดยลำพังได้...”

จากนั้นเตียอูเต็งย้ายไปรับจ้างในสวนผัก ได้เงินเดือนละ 10 บาท ไม่นานก็ออมเงินได้จำนวนหนึ่ง และเริ่มนำไปปล่อยกู้เพื่อหารายได้จากผู้ที่ยากจนกว่าตน เมื่อสะสมทุนได้ระดับหนึ่ง จีนเต็งเดินทางขึ้นเหนือไปค้าขายเมืองตากในปี ค.ศ. 1870 (พ.ศ. 2413) เขาโชคดีได้แต่งงานกับทองก้อนจากครอบครัวผู้มีฐานะในล้านนา รวมถึงได้พบกับกัลยาณมิตร 2 คน คือ จีนบุญเย็น และจีนทองอยู่ ทั้งสองเป็นผู้มีทุนเป็นหลักเป็นฐานอยู่ที่เมืองตาก จึงตกลงร่วมมือกันทำธุรกิจภายใต้ชื่อ ห้างกิมเซ่งหลี
ต่อมาเมื่อจีนเต็งขึ้นไปค้าขายที่เชียงใหม่ตามคำแนะนำของแม่ยาย เขาสามารถผูกสัมพันธ์กับทั้งเจ้านายเมืองเชียงใหม่และพระนรินทรราชเสนี (พุ่ม) ข้าหลวงสยามประจำเชียงใหม่ ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (พุ่ม ศรีไชยยันต์) จึงมีเส้นสายเข้าไปรับช่วงผูกขาดทำภาษีอากร ฝิ่น สุรา และบ่อนเบี้ยเมืองเชียงใหม่จากพระภักดีขุนนางสยาม จีนเต็งพัฒนาตนจนกลายเป็นเจ้าภาษีนายอากรที่ชำนาญการประมูลภาษี คนทั่วไปจึงไม่ได้เรียกชื่อจีนของเขา แต่เรียกขานเขาว่า "อากรเต็ง"
ความสำเร็จของเขาจึงไม่ได้เกิดจากโชคหรือความขยันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชี่ยวชาญในการบริหารเครือข่ายในภาวะที่การเมืองซับซ้อน เขาสามารถสร้างสมดุลและผูกสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจถึง 3 กลุ่มพร้อมกัน คือ เจ้านายฝ่ายเหนือเดิม 1 ข้าหลวงจากส่วนกลาง 1 และขุนนางสยามที่คุมพื้นที่อยู่ก่อน 1 นี่คือการใช้ Guanxi ผสมผสานกับไหวพริบทางการเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของขุนนางจีนสยามที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากราชสำนักสยามกำลังปฏิรูปทั้งระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างอำนาจ และระบบปกครอง ซึ่งริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชสำนักส่วนกลางจึงส่งข้าหลวงขึ้นไปประจำที่นครเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน เปิดโอกาสให้ห้างกิมเซ่งหลีซึ่งก่อตั้งโดยอากรเต็งและหุ้นส่วนทั้งสอง เข้ามาประมูลสัมปทานป่าไม้และการผูกขาดจัดเก็บภาษีอากรต่างๆ ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ลงมาถึงปากน้ำโพ โดยเฉพาะภาษีฝิ่นมณฑลพายัพ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏว่าไม่มีใครสู้ราคาประมูลของห้างกิมเซ่งหลีได้เลย ต่อมาเพื่อความสะดวกในการติดต่องานราชการ ห้างกิมเช่งหลี จึงได้ขยายกิจการลงมาตั้งโรงเลื่อยที่กรุงเทพฯ ในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) โดยมีอากรเต็งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลธุรกิจ จึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า ห้างกิมเซ่งหลีมิได้เป็นเพียงผู้แสวงหากำไร แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจของการปฏิรูปการปกครอง การที่ราชสำนักส่วนกลางต้องการรวบอำนาจจากหัวเมืองล้านนาเข้ามาสู่ส่วนกลาง จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล ห้างกิมเซ่งหลี คือ ผู้ที่เข้าไปแปรสภาพทรัพยากรในท้องถิ่น (ป่าไม้ ฝิ่น ฯลฯ) ให้กลายเป็นเงินทุนส่งตรงให้รัฐบาลกลางผ่านระบบภาษีอากร อำนาจของกรุงเทพฯ ในล้านนาจึงเติบโตควบคู่ไปกับความมั่งคั่งของห้างกิมเซ่งหลีนั่นเอง
ประวัติของอากรเต็งมิได้เป็นเพียงตำนานเสื่อผืนหมอนใบสู่ความมั่งคั่งระดับเจ๊สัว แต่บทบาทของกลุ่มกิมเซ่งหลีในฐานะเจ้าภาษีมณฑลพายัพที่ผูกขาดธุรกิจนานับประเภท ทั้งปางไม้ ฝิ่น สุรา และบ่อนเบี้ยในหลายพื้นที่ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกลุ่มทุนจีนที่เข้ามามีบทบาทในยุคปฏิรูปการปกครอง ยุคที่ราชสำนักส่วนกลางขยายอำนาจเข้าคุมการปกครองและเศรษฐกิจท้องถิ่นในล้านนา อันเป็นช่วงที่การเมืองมีความซับซ้อนช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ห้างนี้เป็นเจ้าภาษีที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง สมกับคำตรัสชมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า

“(ทางเหนือ) ไม่มีเจ้าภาษีนายอากรรายใดเก่งเท่าห้างกิมเซ่งหลี”
ต่อมาเมื่อมีการพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6 ทายาทของผู้ก่อตั้งห้างกิมเซ่งหลีได้รับพระราชทานนามสกุล โสภโณดร หมายถึง ทิศเหนืออันงดงาม นามสกุลนี้ใช้สืบมาโดยลูกหลานของ หลวงอุดรภัณฑ์พานิช (เต็ง โสภโณดร) ในกรุงเทพฯ และลูกหลานของ หลวงบริรักษ์ประชากร (ทองอยู่ โสภโณดร) ซึ่งดูแลกิจการอยู่ที่เมืองตาก อาทิ หลวงบริรักษ์ประชากร (ตังกวย โสภโณดร) และภรรยา คือ นางบริรักษ์ประชากร (กิมฮวย โสภโณดร)
มรดกและความมั่งคั่งของตระกูลโสภโณดรนี้ได้รับการสืบสานต่อโดยทายาทรุ่นต่อมา ที่โดดเด่น คือ พระโสภณเพ็ชรรัตน (กี๊ โสภโณดร) ท่านผู้นี้ไม่เพียงสืบต่อธุรกิจค้าไม้จากรุ่นบิดา (คือ หลวงอุดรภัณฑ์พานิช) ที่ตรอกบ้านจีน แต่ยังขยายกิจการไปสู่ธุรกิจโรงสีและการเดินเรือสมุทร สะท้อนถึงการปรับตัวของกลุ่มทุนจากยุคสัมปทานป่าไม้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในแวดวงการเงิน โดยเป็นหนึ่งในกรรมการรุ่นแรกของธนาคารสยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์) ด้วยเกียรติประวัติเหล่านี้ ท่านจึงได้รับความนับถือในฐานะหัวหน้าจีนคนสำคัญ บทบาทผู้นำชุมชนจีนของท่านยังปรากฏเป็นหลักฐานที่เทียนฟ้ามูลนิธิ ซึ่งมีภาพของท่านในฐานะหนึ่งในผู้นำจีนกลุ่มห้าภาษา
พระโสภณเพ็ชรรัตน (กี๊ โสภโณดร) ยังได้สนองพระเดชพระคุณใต้ร่มพระบรมสมภารในรัชกาลที่ 6 ด้วยการอุทิศทุนทรัพย์สร้างสะพานข้ามคลองสามเสน กรุงเทพฯ ซึ่งผู้คนต่างเรียกขานนามสะพานนี้ว่า "สะพานโสภณ" ตามนามของท่าน สะพานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสาธารณูปโภคแต่ยังเป็นหมุดหมายแห่งกาลเวลาที่สะท้อนค่านิยมของชนชั้นนำลูกครึ่งไทย-จีน ในอดีตที่มุ่งตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการสร้างสาธารณประโยชน์เป็นคุณแก่แผนดินสืบไปในเบื้องหน้า
---------------------------------
รายการอ้างอิง
เจฟฟรี ซุน. ประวัติจีนกรุงสยาม เล่มที่ 2 ยุคล่าอาณานิคม. กรุงเทพฯ:
มติชน, 2568.
เจริญ ตันมหาพราน. 3 เจ้าสัวปางไม้. กรุงเทพฯ: ปราชญ์, 2554.
ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ หลวงบริรักษ์ประชากร (ตังกวย โสภโณดร) และนางบริรักษ์ประชากร (กิมฮวย โสภโณดร) ณ เมรุวัดสีตลาราม จังหวัดตาก วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2502. ม.ป.ท., 2502.
โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ. โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ ครบรอบ 100 ปี 2446-2547. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาล เทียนฟ้ามูลนิธิ, 2547.
เอนก นาวิกมูล และธงชัย ลิขิตพรสวรรค์. สมุดภาพเมืองตาก. เข้าถึงเมื่อ
12 พฤศจิกายน 2568. เข้าถึงได้จาก http://164.115.41.171/web/flipbook/tak-photobook/
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. จีนกี้. เข้าถึงเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568. เข้าถึงได้จาก https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=2069...
“ส่งเครื่องราชอิศริยาภรณ์ไปพระราชทาน.” ราชกิจจานุเบกษา 43, (2 พฤษภาคม 2469): 445.

   ☆Portfolio รอบที่ 1 ช่วงที่ 2
10/11/2025

☆Portfolio รอบที่ 1 ช่วงที่ 2

📣มาแล้ววววววว TCAS69 รอบที่ 1 ช่วงที่ 2 (Portfolio) แฟ้มสะสมผลงาน คณะโบราณคดี
📆 รับสมัคร 8 - 25 ธันวาคม 2568
💻 สมัครได้ที่เว็บไซต์ https://admission.su.ac.th
📒 ส่ง Portfolio ภายใน 9 มกราคม 2569 ตามช่องทางที่กำหนดเท่านั้น
📋 รายละเอียดการรับสมัคร➡�https://admission.su.ac.th/fileupload/new/2510300900.pdf
สอบถามเพิ่มเติมที่ งานรับนักศึกษา คณะโบราณคดี 📞0-2224-7684 หรือ 📱 08-0891-9240

#โบราณคดี #ศิลปากร

ที่อยู่

คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
Bangkok
10200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์