18/04/2026
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติเรื่อง "การชันสูตรพลิกศพ" ไว้ในมาตรา ๑๔๘-๑๕๖ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีการชันสูตรพลิกศพกรณีที่มีบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน(เว้นแต่ตายโดยการประหารชีวิตตามกฎหมาย)
หนึ่งในผู้มีบทบาทหน้างานในการชันสูตรพลิกศพ นอกจากพนักงานสอบสวน พนักงานฝ่ายปกครอง หรือศาลในบางกรณี ในกระบวนการดังกล่าวที่ขาดไม่ได้คือ แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทย์สภา ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว
คราวนี้ลองมาฟังทัศนะ และประสบการณ์ของแพทย์นิติเวช ที่เกี่ยวกับกฎหมายดูบ้างครับ
“เราเลือกเรียนหมอตามกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน (โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา) ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าอาชีพหมอเป็นยังไง คิดแค่ว่าเรียนแล้วมีเพื่อนแน่ๆ (ยิ้ม) พอเข้าไปเรียนหมอที่รามา ช่วงแรกยังไม่ได้ชอบ แต่โชคดีที่เรียนได้ดีและไม่รู้สึกเกลียดหรือเป็นทุกข์ เวลาผ่านไปอาจารย์แนะนำให้เรียนต่อเฉพาะทางอายุรกรรม ศัลยกรรม หรือหมอเด็ก แต่เรายังไม่ได้ตัดสินใจ จนตอนปี 5 เราได้เรียนวิชานิติเวชอยู่ 2 สัปดาห์ เรียนแล้วรู้สึกเลยว่าชอบ นอกจากตรวจร่างกายคนไข้ด้วยการดู คลำ เคาะ ฟัง หมอต้องซักประวัติ เราถามแล้วได้คำตอบแบบหนึ่ง แต่อาจารย์ถามแล้วได้คำตอบอีกแบบ ขณะที่หมอนิติเวชได้คำตอบจากการผ่าศพ อยากรู้เรื่องอะไร เราเห็นได้ชัดเจนเลย
“เราลงวิชาเลือกนิติเวชเพิ่มอีกตัว นอกจากเนื้อหาที่เรียน เราได้ลงไปที่เกิดเหตุพร้อมกับอาจารย์ จำได้ว่าครั้งแรกเป็นเคสผู้ชายกับผู้หญิงเป็นแฟนกัน ผู้ชายไปง้อแฟนที่บ้าน ถือปืนไปด้วย แต่ไม่เจอแฟน เจอพ่อแม่ของแฟน ตอนนั้นพ่อแม่หนีออกมาได้ สุดท้ายผู้ชายไปยิงตัวตายในห้องพระบ้านผู้หญิง เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน โลกเรามีอะไรแบบนี้ด้วย พอไปดูศพ อาจารย์ก็อธิบายให้ฟังว่า เขายิงยังไง วิถีกระสุนเป็นยังไง ท่าตอนยิงน่าจะเป็นยังไง ยืนหรือคุกเข่า หันหน้าเข้าหิ้งพระไหม แล้วชี้ให้ดูว่า นี่คือเลือด นี่คือสมอง นี่คือหัวกระสุน เราชอบที่ได้คิดวิเคราะห์จากสิ่งที่เห็นในที่เกิดเหตุ
“พอกลับจากใช้ทุนที่โรงพยาบาลต่างจังหวัด เรามาเรียนต่อเฉพาะทางนิติเวช 3 ปี ระหว่างนั้นได้ลงไปที่เกิดเหตุตลอด เราได้ชันสูตรพลิกศพ ได้คุยกับตำรวจ ได้เห็นชัดขึ้นอีกว่า อาชีพนี้ทำงานยังไง งานของหมอนิติเวชคือ การใช้ความรู้ทางการแพทย์มาตอบปัญหากฎหมาย มีทั้งคนไข้และคนตาย ถ้าคนไข้เรียกว่า ‘ผู้ป่วยคดี’ เช่น สามีทำร้ายภรรยา แม่ทำร้ายลูก หมอนิติเวชจะเป็นคนให้ความเห็นว่า การกระทำนั้นหนักแค่ไหน เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือใจไหม มันสาหัส หรือเป็นการพยายามฆ่า คำตอบจากหมอนิติเวชมีผลต่อความรุนแรงของโทษที่ต่างกัน
“ส่วนคนตายเรียกว่า ‘ศพคดี’ ถ้าตาม ป.วิ อาญา คือ การตายผิดธรรมชาติ ได้แก่ ฆ่าตัวตาย ถูกผู้อื่นทำให้ตาย สัตว์ทำร้าย อุบัติเหตุ และไม่ทราบเหตุ เมื่อมีคนแจ้งตำรวจ คนที่มาที่เกิดเหตุเรียกว่า พนักงานสอบสวน มีหน้าที่แจ้งหมอมาร่วมชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุ โดยถ้าท้องที่นั้นมีหมอนิติเวชก็จะเป็นคนมาชันสูตรพลิกศพ แต่หากไม่มีก็เป็นหมอทั่วไปมาทำหน้าที่ชันสูตร บางกรณีจะมีตำรวจอีกกลุ่มมาด้วยเรียกว่า พนักงานสืบสวน และทีมพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาคำตอบว่าการตายมีความเป็นมายังไง ความตายอีกแบบคือ การตายระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน เช่น วิสามัญฆาตกรรม โดนจับมาแล้วแขวนคอในห้องขัง สน. หรือในเรือนจำ หมอนิติเวชจะเข้ามามีบทบาทด้วย เพิ่มเติมคือมีอัยการ และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมาร่วมพลิกศพ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น
“มีคำที่คนอาจยังสับสน คือการชันสูตรพลิกศพ กับการผ่าศพ เป็นคนละอย่างกัน เมื่อมีการตายผิดธรรมชาติต้องชันสูตรพลิกศพเสมอ เพื่อหาคำตอบว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อไร สาเหตุการตายและพฤติการณ์ที่ตายคืออะไร ถ้าตอบคำถามทั้งหมดจากการชันสูตรพลิกศพได้ จะไม่ผ่าศพก็ได้ แต่หากตอบคำถามข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ จำเป็นต้องมีการผ่าชันสูตรศพ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีถึงแม้ว่าจะตอบคำถามได้ครบก็ควรผ่าชันสูตร เช่น ถูกยิง ถูกแทง การผ่าศพก็จะทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าบาดแผลไหนทำให้ตาย หรืออาจจะได้เก็บหัวกระสุนเป็นวัตถุพยานเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ต่อรูปคดี
“หมอนิติเวชจะไม่เชื่อคำพูดคนขนาดนั้น เพราะหลายคนมักโกหก ถ้าคนตบตีกันมาจะเบิกประกันอุบัติเหตุไม่ได้ เขาเลยโกหก หรือความรุนแรงในครอบครัว คนถูกกระทำอาจไม่กล้าบอกว่าโดนใครทำร้าย หรือง่ายๆ เลยคนมักเล่าเหตุการณ์จากมุมมองตัวเอง ผ่านฟิลเตอร์เหตุผลของตัวเอง เราเลยเชื่อสิ่งที่ตาเห็นมากกว่า เมื่อฟังคำพูดของเขาแล้ว มันขัดแย้งกับสิ่งที่เห็นไหม หน้าที่ของเราคือการบอกว่า ‘ความจริงคืออะไร’ อย่างกรณีคนเมาแล้วขับ ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วเสียชีวิตจะไม่สามารถเบิกประกันอุบัติเหตุได้ เคยมีคนบอกเราว่า ‘บ้านยากจนมากเลย หมอช่วยเอาเรื่องแอลกอฮอล์ออกให้ได้ไหม ลูกจะได้มีเงินไปโรงเรียน’ เราก็ตอบไปตรงๆ ว่าไม่ได้ หมอนิติเวชต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
“อาชีพของเราเจอความตายเกือบทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นการตายโดยไม่ทราบสาเหตุ นอนหลับแล้วไม่ตื่น เดินๆ อยู่แล้วตาย เป็นการตายแบบกระทันหัน ส่วนใหญ่มักเป็นโรคหัวใจ อาจเป็นเบาหวาน ความดัน ไขมัน แล้วเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เคสอื่นๆ ก็เช่น คนตายเพราะตกบันไดบ้านแล้วหัวฟาด ภารโรงหัวใจล้มเหลวแล้วตายในห้องน้ำโรงเรียน อาม่ากินข้าวอยู่แล้วติดคอเสียชีวิต คนฆ่าตัวตายบูชาซาตาน ฯลฯ เรามองว่าความตายเป็นเรื่องปกติ เลยไม่ได้เศร้ากับงานที่ทำ ส่วนศพคืออดีตมนุษย์ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเขายังเป็นมนุษย์เหมือนเราเลย พอคิดแบบนี้เลยไม่ได้กลัว
“แต่ถ้าย้อนไปช่วงเรียนจบเฉพาะทางได้ไม่นาน ตอนนั้นเกิดโควิด มีคนตายเยอะมาก เราต้องลงที่เกิดเหตุวันละหลายครั้ง บางบ้านมีคนตายมากกว่าหนึ่ง ญาติต้องเฝ้ามองคนที่ตัวเองรักตาย เคยมีคนตายแล้วเน่าอยู่ในบ้าน และมีคนกำลังจะตายอีก คนนั้นออกซิเจนเหลือสัก 60 ถือว่าหนักมากแล้ว เราโทรเรียกรถพยาบาลมารับ แต่ทางนั้นบอกว่ามาไม่ได้จริงๆ มันเกินศักยภาพแล้ว คนที่อาการหนักก็รู้ว่าอีกไม่นานตัวเองจะตาย เราเศร้ากับคนที่ยังอยู่ มันสิ้นหวังและหดหู่ เขาขอความช่วยเหลือ แต่เราที่เป็นหมอกลับช่วยอะไรไม่ได้ ช่วงนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ต้องแก้ปัญหากันเอง ความรู้สึกในตอนนั้นคือ เราโกรธ มองว่ารัฐบาลน่าจะทำได้ดีกว่านี้
“ปัจจุบันเราทำงานสอนและงานเซอร์วิส เราชอบงานสอนนะ แต่มันพ่วงกับการทำหลักสูตร งานคุณภาพ ทำข้อสอบ เป็นสิ่งที่เหนื่อย ถ้าต้องเลือกเลยชอบงานเซอร์วิสมากกว่า (หัวเราะ) ช่วงหลังเราได้โอกาสไปพูดถึงอาชีพ ‘หมอนิติเวช’ ในสื่อต่างๆ มากขึ้น คงมีส่วนให้คนรู้จักนิติเวชมากขึ้น ตอนหลังมีนโยบายว่า อยากให้ทุกจังหวัดมีหมอนิติเวช โอเค มีหมอนิติเวชแล้ว แต่บางโรงพยาบาลไม่จัดอุปกรณ์ให้เลย หมอนิติเวชเลยทำงานไม่ได้ บางคนต้องไปตรวจโรคทั่วไป ซึ่งจริงๆ ก็ตรวจได้อยู่แหละ แต่อย่าลืมว่าระหว่างเรียนต่อเฉพาะทาง 3 ปี เขาจะห่างจากการตรวจรักษาคนไข้ โดยเฉพาะเคสฉุกเฉิน ไปนานโขอยู่ ก็ต้องมาเคาะสนิมกันหน่อย บางคนถึงกับลาออกจากระบบเลย เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ปัญหาคือรัฐเปิดทุนเพื่อให้ขึ้นชื่อว่า มีหมอนิติเวชแล้วนะ แต่ไม่ได้มองลงไปในรายละเอียด
“ถามว่าต้องมีหมอนิติเวชทุกจังหวัดไหม อาจไม่ต้องก็ได้ แต่ควรมีเซ็นเตอร์คอยจัดการ จังหวัดนี้พื้นที่เยอะ ก็ควรมี ถ้าจังหวัดไหนไม่ใหญ่มาก ก็ทำงานร่วมกับจังหวัดข้างเคียงได้ เพราะในแง่จัดการ การออกแบบห้องชันสูตรใช้เงินเยอะ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ได้สร้างกำไรให้โรงพยาบาล อีกเรื่องที่รัฐควรทำคือ เรื่องขนส่งศพ บ้านเรายังไม่มีระบบขนส่งศพอย่างจริงจัง ทำให้ในหลายพื้นที่ ญาติต้องเสียค่าขนส่งศพเอง หลายพันหรือเป็นหมื่น เพื่อเอาศพมาชันสูตร บางคนไปพึ่งมูลนิธิ บางคนไม่อยากผ่าชันสูตรเพราะไม่มีกำลังทรัพย์ ในคู่มือบอกว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่เขาก็ไปเบิกกับใครไม่ได้ สุดท้ายเลยไม่ได้ทำ ถ้าแก้ปัญหาจุดนี้ได้น่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนได้มาก
“เรามองว่าคนเสียชีวิตเหมือนคนหลับไป คนที่เสียใจ ร้องไห้ มีปัญหาตามมา คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ บางครั้งคนที่เหลืออยู่โทษคนที่ดูแลว่า ทำไมไม่พาไปโรงพยาบาลให้เร็วกว่านี้ แต่ถ้าความจริงคือ เขาเสียชีวิตด้วยตัวโรค โรคนี้มันกระทันหัน คำพูดของเราคือการปลอบโยนญาติที่กำลังตกใจและรู้สึกผิด มันอาจช่วยให้สิ่งนั้นไม่ติดอยู่ในใจเขาไปตลอดเลยก็ได้
“ทุกอาชีพมีความเหนื่อยเป็นธรรมดา ถ้าเราเลือกงานนี้แล้ว เหนื่อยก็พัก พักแล้วมาทำต่อ พอทำงานไปสักระยะ เราเคยรู้สึกว่างานที่ทำมันซ้ำๆ แต่พอได้พบปะคนนอกโรงพยาบาลเยอะๆ เคยช่วยดูบทให้คนทำซีรีส์เพื่อให้สมจริง เราได้เห็นโลกมากขึ้น ได้เห็นความตั้งใจของคนในสายอาชีพอื่น เป็นการเติมไฟให้เรา และช่วยเรื่องเบิร์นเอาท์ด้วย
“เราว่านิติเวชเป็นวิชาที่เท่นะ (ยิ้ม) ความภูมิใจของเราคือ เรามีความซื่อสัตย์กับงานที่ทำ เคยมีคนมาขอให้ช่วยคนนั้นคนนี้ แต่เรายังยึดมั่นในทุกวันว่า ต้องตรงไปตรงมา และต้องยุติธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าเราอยู่ในสังคมที่มีใต้โต๊ะเป็นเรื่องปกติ สิ่งนี้คงเป็นเรื่องยาก แต่โชคดีที่สังคมในโรงพยาบาลรามา ทุกคนยึดหลักเดียวกันอย่างเหนียวแน่น และพวกเราช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี”
หมอหมิว-อ.พญ.หทัยชนก พึงเจริญพงศ์
-
#มนุษย์กรุงเทพฯx13357Publishing