Economics of Cryptocurrencies and DeFi, Chiang Mai University

Economics of Cryptocurrencies and DeFi, Chiang Mai University To educated people about Economics of Cryptocurrencies and DeFi,
by Faculty of Economics, Chiang Mai University, Thailand.

ตลาด NFT สำหรับ E-Learning แห่งแรกของโลกเมื่อไม่นานมานี้บริษัท Startup ด้าน ed-tech อย่าง Uppercent ได้จับมือกับ  Flare ...
18/02/2023

ตลาด NFT สำหรับ E-Learning แห่งแรกของโลก

เมื่อไม่นานมานี้บริษัท Startup ด้าน ed-tech อย่าง Uppercent ได้จับมือกับ Flare เพื่อสร้างระบบ E-learning ขึ้นใหม่โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งโปรเจคใหม่ในครั้งนี้จะทำออกมาในลักษณะของ Ed-Marketplace ที่มี NFT เป็นเครื่องมือเพื่อเข้าสู่ระบบสมัครคอร์สเรียนและซื้อขายแลกเปลี่ยนคอร์สระหว่างกัน

ในยุคของการเรียนออนไลน์บน Web2 หรือที่เราเรียนกันอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเราลงทะเบียนแล้ว กว่า 90% เราไม่สามารถขายคอร์สต่อให้แก่ผู้อื่นได้แม้ว่าเราจะเรียนจนจบแล้วก็ตาม เรียกง่าย ๆ ก็คือ 1 คอร์สมีไว้สำหรับนักเรียนเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น Uppercent จึงอยากสร้างตลาดการศึกษาแบบใหม่ขึ้นมาโดยจะทำคอร์สเรียนออกมาซึ่งจำกัดคนลงทะเบียนและต้องมี NFT pass เพื่อใช้สมัครเข้าเรียน เมื่อตัวคอร์สขายหมดแล้วเราก็สามารถขาย NFT pass ต่อให้แก่นักเรียนคนอื่น ๆ ในตลาดรองได้เพื่อมีสิทธิ์เข้ามาเรียนในคอร์สนี้

โดยการร่วมมือครั้งนี้ Uppercent ได้จับมือกับผู้ประกอบการ Forbes 30 และผู้ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาและนำเสนอหลักสูตรและบทเรียนเกี่ยวกับการเดินทางสู่จุดสูงสุด ซึ่งครอบคลุมแทบทุกทักษะทางวิชาชีพ ในขณะที่ Flare ผู้ให้บริการระบบเครือข่าย oracle layer-1 และ State Connector นั้นจะดำเนินการในส่วนของแพลตฟอร์มและการออก NFT pass หรือบัตรผ่านในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคอร์สเรียน

Jake Lee ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Uppercent กล่าวว่า Marketplace แห่งนี้จะเปิดตัวและประกาศหลักสูตรพร้อมผู้สอนชุดแรกบนแพลตฟอร์มภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และจะค่อย ๆ เปิดตัวหลักสูตรอื่น ๆ ตามมาเป็นระยะ ๆ โดยในระยะแรกนี้จะอนุญาตให้ลงชื่อเข้าใช้บัญชีและลงทะเบียนสำหรับหลักสูตรที่กำลังจะเปิดตัว (ผู้ที่เข้าร่วม Discord (https://discord.com/invite/DKf63GmfHV) ของโปรเจคนี้ก่อนการเปิดตัวจะได้รับสิทธิพิเศษสามารถเป็นสมาชิกได้ฟรี) จากนั้นเมื่อมีการเปิดตัวแล้วจึงจะสามารถซื้อและขาย NFT pass ในตลาดได้

ทั้งหมดนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชักชวนในการลงทุน
"การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด"

ที่มา : https://medium.com/flarenetwork/flare-and-uppercent-creating-first-nft-marketplace-for-e-learning-5ae6aaab9d1e
Kanokkorn Putrit

การเข้ามาของ Web 3.0 และการเปลี่ยนแปลงของ search engine ในอนาคตคงแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่า Web 3.0 หรืออินเตอร์เ...
11/12/2022

การเข้ามาของ Web 3.0 และการเปลี่ยนแปลงของ search engine ในอนาคต

คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่า Web 3.0 หรืออินเตอร์เน็ตรุ่นที่ 3 เป็นแน่ เพราะสื่อและกระแสสังคมออนไลน์มากมายต่างพูดว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นโลกยุคใหม่ของเรา และจะเปลี่ยนสังคมเราเข้าสู่โลกแห่งดิจิทัลมากขึ้น แล้วเราเคยสงสัยกันมั้ยว่า เจ้าตัว Web 3.0 เนี่ย จะทำให้การใช้งานอินเตอร์ของเราเปลี่ยนไปอย่างไร และทำไมเขาถึงบอกกันว่ามันคือเทรนด์แห่งโลกใหม่

ก่อนอื่นเลยหากใครที่ยังสงสัยว่า Web 3.0 นั้นคืออะไร แล้วมันเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ย้อนกลับไปในอดีตที่อินเตอร์เน็ตเริ่มเกิดขึ้น หรือก็คือช่วงราว ๆ ปี 2530 สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตทำได้เพียงแค่อ่านบทความออนไลน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลังจากนั้น 20 ปีต่อมา จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนสามารถโต้ตอบสื่อสาร และแก้ไขเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตได้ รวมถึงการมาถึงของ Social media ต่าง ๆ เราเรียกยุคนี้ว่ายุค Web 2.0 ซึ่งพออินเตอร์เน็ตมันสามารถเข้าถึงบุคคลได้มากขึ้น ความเป็นส่วนตัวของเราก็ลดน้อยลง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตต่าง ๆ ล้วนเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของเราเอาไว้ ซึ่งบางครั้งก็เสี่ยงที่เราจะถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากผู้ให้บริการเหล่านี้

ดังเช่น Google ที่แอบเอาข้อมูลการค้นหาของเราไปให้แก่บริษัทโฆษณา เพื่อการตลาดที่ขึ้น ปรับแต่งการแสดงโฆษณาบนเว็บไซต์ที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคลแทน หรืออีกกรณีนึงที่โด่งดังมากเมื่อปี 62 หากใครยังจำได้ คือกรณีของ Facebook ที่ถูกฟ้องกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากปล่อยให้บริษัท Cambridge Analytica นำข้อมูลผู้ใช้ Facebook มากถึง 87 ล้านบัญชี ไปใช้ทำแคมเปญหาเสียงในสหรัฐฯ

ด้วยการละเมิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนี้เอง ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า "ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นส่วนบุคคล" Web 3.0 จึงได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวนี้ โดย Web 3.0 นั้นจะให้บริการเว็บไซต์ที่ถูกขับเคลื่อนโดย AI และแอปพลิเคชันแบบ P2P (Peer to Peer) อย่าง Blockchain

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Web 2.0 และ Web 3.0 คือ อินเทอร์เน็ตของ Web 2.0 จะเป็นแบบ stand - alone ข้อมูลทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตอยู่ภายใต้การจัดเก็บและการจัดการแบบรวมศูนย์ผ่าน Server ของสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่ Web 3.0 จะทำงานบนโปรโตคอลแบบ Decentralized Structure เพื่อเข้าสู่ระบบแบบ ‘ไร้ตัวกลาง’ อย่างแท้จริง หรือก็คือต้องการให้ทุกคนติดต่อสื่อสารกันแบบไม่ผ่านตัวกลางใด ๆ เลย

อีกสิ่งที่ Web 3.0 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือระบบ Search Engines (พวกเว็บบราวเซอร์ที่เราใช้ค้นหาข้อมูลอย่าง google safari) ที่จะถูกปรับปรุงให้มัศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานมากกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้แก่

- ระบบ Decentralized จะช่วยต่อต้านการแทรกแซงการค้นหาและปกป้องความเป็นส่วนตัว : หลายครั้งที่เราทำการค้นหาบางอย่างใน google เราจะพบว่าผลการค้นหาของเรากับคนอื่นจะออกไม่เหมือนกัน แม้จะ search เวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกันก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากการแทรกแซงของผู้ให้บริการเว็บบราวเซอร์ที่เก็บข้อมูลของเรา และปรับแต่งการแสดงผลให้เหมาะกับบุคคล อีกทั้งเมื่อกดเข้าไปในเว็บต่าง ๆ (หรือไม่กดก็ตาม) จะมีขึ้นให้เรากดยอมรับ cookie ซึ่งเรียกง่าย ๆ ก็คือ เป็นการยินยอมว่าระหว่างที่เราท่องเว็บเขาอยู่ เจ้าของเว็บมีสิทธิ์ที่จะเก็บข้อมูลการท่องเว็บของเราได้ แต่หากเป็นเว็บบราวเซอร์ใน Web 3.0 ที่ไร้ตัวกลางจะไม่มีใครเข้ามาแทรกแซง หรือเซ็นเซอร์เนื้อหาแก่เราได้ เราจึงสามารถเข้าถึงผลการค้นหาโดยที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ได้

- AI จะใช้สำหรับการค้นหาได้ดียิ่งขึ้น : จากข้อมูลของ Think with Google พบว่า 20% ของการค้นหาด้วย Google App ทั้งหมดคือการค้นหาด้วยเสียง ซึ่งเป็นที่นิยมขึ้นมากในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ AI ที่มีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) ทำให้การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรนั้นง่ายขึ้น จึงถูกนำมาใช้ในการค้นหาด้วยคำสั่งเสียงและการค้นหาด้วยภาพ อีกทั้ง AI ยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม AI ยังมีปัญหากับการจัดการข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัส ทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่หากรวม AI เข้ากับ Blockchain ก็จะสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวในการค้นหาด้วย AI ได้

- AR และ Web 3.0 จะช่วยให้การค้นหาทางภูมิศาสตร์ของระบบ Metaverse สะดวกสบายมากขึ้น : ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกระแสโลกเสมือนหรือ Metaverse นั้นกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งยังเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเจ้าตัว Metaverse นี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้การระบุตำแหน่งเพื่อเข้าถึงการทำงาน เทคโนโลยี AR และ Web 3.0 จะเป็นส่วนเสริมสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาทางภูมิศาสตร์ อีกทั้งในภาคธุรกิจยังใช้ประโยชน์นี้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าแบบเรียลไทม์ของแบรนด์

แม้ในตอนนี้ Web 3.0 จะยังไม่เกิดขึ้นแบบเป็นรูปเป็นร่างให้เรามองเห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรมเนื่องด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้ง Browser ที่รองรับ ประสิทธิภาพและความสามารถในการสเกลระบบ หรือแม้กระทั่งเงินทุนในการพัฒนาระบบ แต่สักวันหนึ่งด้วยวิวัฒนาการของอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี จะต้องทำให้เกิด Web 3.0 ที่แท้จริงขึ้นมาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชักชวนในการลงทุน
"การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด"

Kanokkorn Putrit

สร้าง NFT ภายในไม่กี่นาทีด้วยเทคโนโลยี AI Art Generatorsเรียกได้ว่ามีมานานและเป็นที่พูดถึงกันในสังคมอย่างมาก กับความสามา...
08/12/2022

สร้าง NFT ภายในไม่กี่นาทีด้วยเทคโนโลยี AI Art Generators

เรียกได้ว่ามีมานานและเป็นที่พูดถึงกันในสังคมอย่างมาก กับความสามารถของปัญญาประดิษฐ์หรือว่า AI ในการสร้างสรรค์ผลงานการวาดภาพออกมาได้อย่างสวยงาม และสมจริงจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือผลงานของคนหรือ AI กันแน่

ผลงานชิ้นหนึ่งที่เป็นที่โดดเด่นมากก็คือ “Théâtre D'opéra Spatial” ของ Jason Allen ซึ่งได้รับรางวัลในงาน Colorado State Fair ไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากมองจากองค์ประกอบของภาพแล้ว หลายท่านคงยากที่จะเชื่อว่าทั้งหมดนี้คือผลงานการวาดของ AI แต่เอาจริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้เกินความคาดหมายขนาดนั้น เพราะในปัจจุบันทักษะความสามารถในการวาดภาพของ AI ได้ถูกพัฒนาไปไกลหลายระดับ จนสามารถวิเคราะห์และสร้างผลงานออกมาอย่างมีคุณภาพ

ด้วยความสามารถที่โดดเด่นและเป็นประโยชน์นี้ จึงทำให้ผู้คนจำนวนมากในวงการ NFT ซึ่งแม้จะไม่ทักษะทางศิลปะหรือ skill การสร้างผลงานในคอมพิวเตอร์ ก็สามารถสร้างคอลเลคชั่น NFT ของตัวเองได้

ตัวอย่างหนึ่งของการใช้ AI ในการสร้าง NFT ก็คือผลงานของ 'Botto' ถูกสร้างขึ้นในปี 2021 และสามารถขาย NFT ชุดแรก 6 ชิ้นได้ในราคา 1.3 ล้านดอลลาร์ผ่าน SuperRare สไตล์การวาดภาพของ Botto คือภาพวาดศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง Monet และ Van Gogh โดยภาพพวกนี้ถูกสร้างขึ้นจากการป้อน keyword หรือประโยคแบบสุ่มลงในโปรแกรม Vector Quantized Generative Adversarial Network (VQGAN) ซึ่งเป็นหนึ่งใน AI Art Generators จากนั้น AI จะนำคำเหล่านั้นไปสร้างเป็นภาพขึ้นมา โดยอาศัยฐานข้อมูลซึ่งก็คือผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ keyword นั้น ผลงานทั้งหมดของ Botto จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าการสร้าง NFT ด้วย AI นั้นมีกระบวนการที่ง่าย และไม่ซับซ้อนจนเกินไป ไม่ว่าจะสร้างแค่ 1 ชิ้น หรือสร้างเป็นคอลเลคชั่น 10,000 ชิ้น ทุกคนก็สามารถทำได้ผ่าน AI Art Generators ซึ่งปัจจุบันก็ให้เลือกใช้งานอยู่หลากหลายทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ส่วนด้านล่างนี้จะเป็นรูปภาพที่สร้างจาก keyword คำว่า 'A King spilling spaghetti on his feet' โดยใช้ AI Art Generators ที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชักชวนในการลงทุน
"การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด"

ที่มาของภาพและข้อมูล : https://nftevening.com/make-beautiful-nfts-in-minutes-with-these-ai-art-generators/
Kanokkorn Putrit

มารู้จักกับ Immersive NFTSImmersive NFTS คืออะไรปกติแล้วเราจะคุ้นชินกับ NFTs ที่เป็นในลักษณะของ 2D กันซะส่วนใหญ่ไม่ว่าจะ...
23/11/2022

มารู้จักกับ Immersive NFTS

Immersive NFTS คืออะไร
ปกติแล้วเราจะคุ้นชินกับ NFTs ที่เป็นในลักษณะของ 2D กันซะส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรืออื่น ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันนี้มี NFTs ที่เป็นรูปแบบของ 3D อยู่ด้วย เราเรียกผลงานพวกนี้ว่า Immersive NFTS ซึ่งเกิดจากการนำเทคโนโลยีอย่าง AR และ VR ผนวกกับโลกของ Metaverse เข้ามาช่วยในการสร้าง NFTs เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เสมือนจริงให้แก่ผู้ใช้งาน

หลักการทำงานของ Immersive NFTS
เนื่องจาก AR และ VR นั้นเป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน การทำงานของ NFTs ที่สร้างจาก AR ก็ย่อมใช้งานได้ต่างจาก NFTs ฝั่ง VR

- NFTs จากเทคโนโลยี AR จะเป็นการเชื่อมต่อโลกทางกายภาพกับโลกดิจิทัลผ่านอุปกรณ์เช่น Smart Phone, Tablet, หรือเว็บไซต์ที่เปิดใช้งาน AR ได้ เราจะเห็นมองเห็นมุมมอง 3D ของ NFTs ที่ฉายขึ้นมาบนหน้าจอของอุปกรณ์ ซึ่ง NFTs ประเภทนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ง่าย
สามารถดูตัวอย่างการใช้งานได้ที่ https://youtu.be/t3dHMXpbH_4 ซึ่งเป็นผลงานของ Marc-o-Matic ที่ทำการผสมผสานศิลปะแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยี AR ในการจัดแสดงผลงานของเขา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจและมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวที่โต้ตอบอยู่บนบนหน้าจอสมาร์ทโฟนของตนเอง
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่นำ Immersive NFTS มาปรับใช้กับธุรกิจ อย่างแบรนด์ Kivisense ( https://tryon.kivisense.com/blog/wearable-nft/ ) และ DressX ( https://dressx.com/ ) ที่มีการเปิดตัวสินค้าในรูปแบบ NFTs และใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงนี้ในการให้ผู้บริโภคได้ลองสวมใส่แบบเสมือนจริง ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการซื้อได้ง่ายขึ้น

- NFTs จากเทคโนโลยี VR นั้นจะมีการสร้างที่ค่อนข้างซับซ้อนมากกว่า AR เพราะ VR คือการสร้างในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพทับลงไปบนพื้นที่จริงแบบ AR การจะทำให้ VR NFTs นั้นพร้อมใช้งานจะต้องสร้างโลกเสมือนจริงที่เข้ากันได้กับเครือข่าย Blockchain ของ NFTs นั้น และเข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์เฉพาะเช่น Oculus Rift ผู้เข้าใช้งานก็จะเสมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
ตัวอย่างผลงาน NFTs ที่ใช้ VR เข้ามาช่วย เช่น นักแกะสลักดิจิทัลที่ชื่อว่า Joshua Skirtich ได้มีการสร้างคอลเลคชั่นผลงานของเขาโดยใช้ VR และ AR เข้ามาช่วยเพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมผลงานของเขาได้ดียิ่งขึ้น ( https://twitter.com/JoshuaSkirtich/status/1499500753609703432?s=20&t=m5m5CsUAr2iaNk3-I9DPEw) หรือในวงการสถาปัตยกรรม ได้มีนักออกแบบอย่าง Andrés Reisinger ที่ทำการสร้างรายการเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริงไว้ในรูปแบบ NFT และใช้เทคโนโลยี VR ในการสสร้าง Decentraland เพื่อจัดวางเฟอร์นิเจอร์ผลงานของเขา

และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวว่า Beeple ศิลปิน NFTs ที่ขายดีติดอันดับโลก เตรียมจะขยายตัวจาก Ethereum ไปยัง Solana ผ่าน Metaplex และ Render Network และจะนำ Immersive 3D NFT เข้ามาใช้งานด้วย ( https://bitcoinaddict.org/2022/11/07/beeple-is-bringing-immersive-3d-nfts-to-solana/ ) เห็นได้ว่าการใช้งาน NFTs นั้นมีการผสมผสานเทคโนโลยีและก้าวไปได้ไกลมากในหลากหลายสาขาอาชีพ คาดว่าในอนาคต NFTs จะมีประโยชน์ในการใช้งานและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่สังคมมากกว่าถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เพื่อการเกร็งกำไรเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชักชวนในการลงทุน
"การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด"

ที่มาของภาพและข้อมูล : https://nftnewstoday.com/2022/11/21/what-are-immersive-nfts/

Kanokkorn Putrit

การขายบ้านครั้งแรกในตลาดของ NFTเป็นที่สนใจอย่างมากเมื่อบ้านที่มีอยู่จริงบนโลก สามารถขายในฐานะของ NFT ได้เป็นครั้งแรก ในร...
25/10/2022

การขายบ้านครั้งแรกในตลาดของ NFT

เป็นที่สนใจอย่างมากเมื่อบ้านที่มีอยู่จริงบนโลก สามารถขายในฐานะของ NFT ได้เป็นครั้งแรก ในราคา 175,000 ดอลลาร์บน OpenSea ซึ่งนี่เป็นการบ่งบอกถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

การขายนี้ถูกดำเนินการโดย Roofstock onChain บริษัทขายบ้านที่จะนำบ้านในโลกแห่งความจริงมาสร้างเป็น NFT บน blockchain แล้ววางจำหน่ายให้บุคคลทั่วไปที่กำลังมองหาบ้านมาซื้อ ใครก็ตามที่ซื้อบ้านจะได้รับ NFT เป็นหลักฐานการเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น

ซึ่งบ้านหลังแรกที่มีการซื้อขายนี้ตั้งอยู่ในเมืองโคลัมเบีย รัฐเซาท์แคโรไลนา เป็นบ้านพักแบบ 3 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร ห้องครัวสไตล์แกลลีย์ และลานเฉลียงหน้าบ้าน การขายเกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Adam Spipakoff เป็นผู้ที่ซื้อไปในราคาถึง 175,000 ดอลลาร์

นับว่านี่เป็นครั้งแรกสำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เลยก็ว่าได้ ที่ก้าวเข้ามาสู่ตลาด NFT หลังจากที่เราเห็นอุตสาหกรรมต่าง ๆ เริ่มปรับตัวเข้ามากันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ วงการเพลง วงการกีฬา หรือแม้แต่วงการเกมส์ การขายบ้านในฐานะ NFT บน OpenSea นี้อาจจะเป็นครั้งแรก แต่เราก็คาดว่าจะเห็นอสังสาหริมทรัพย์เติบโตในตลาดนี้มากขึ้น เนื่องจากประโยชน์มากมายของการแปลงทรัพย์สินเป็นโทเค็น รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มนั้นต่างเอื้อให้สามารถทำธุรกรรมได้อย่างราบรื่น ลดความซับซ้อน รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขายอีกด้วย

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชักชวนในการลงทุน
"การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด"

ที่มาของภาพและข้อมูล : https://nftnewstoday.com/2022/10/23/first-house-sale-as-an-nft-on-opensea/
https://opensea.io/assets/ethereum/0xf928d6285b8a4f9ac5a640ae598d7399c331cea7/0
https://mubaashir.com/a-real-house-was-sold-as-an-nft-for-175000-in-the-united-states/
twitter :

Kanokkorn Putrit

GLASS แพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย NFT สำหรับงาน Video บนบล็อคเชน Solanaในปัจจุบัน เวลาเราเข้าไปดู ตลาดซื้อขาย NFT เจ้าดังๆ ต่าง...
17/10/2022

GLASS แพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย NFT สำหรับงาน Video บนบล็อคเชน Solana
ในปัจจุบัน เวลาเราเข้าไปดู ตลาดซื้อขาย NFT เจ้าดังๆ ต่าง เช่น Opensea, Rarible, Lookrare หรือ Magic Eden ส่วนใหญ่ เรามักจะเห็นงาน NFT ประเภท ภาพกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนใหญ่ จนทำให้ งานอาร์ท หรือ คอนเทนต์ประเภทอื่นๆ ถูกกลบ ลดความน่าสนใจไปหมด ซึ่งจากการที่ NFT นั้น สามารถนำไปประยุกต์ได้หลากหลายทาง เชื่อว่า หลายคน คงมีความคิดในหัวว่า มันน่าจะมี ตลาด NFT สำหรับงานอาร์ทประเภทใด ประเภทหนึ่งโดยเฉพาะนะ และนั่นแหละครับ คือ ที่มาของแพลตฟอร์ม GLASS (https://glass.xyz/) ที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นตลาดซื้อขาย NFT สำหรับงานทางด้าน Video เท่านั้น เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม การสร้างคอนเทนต์ การสร้างงานอาร์ท ที่ใช้กล้องถ่ายวีดีโอ สร้างงานภาพเคลื่อนไหว ที่เกิดจากการถ่ายทำจริงๆ
GLASS เป็นตลาด NFT สำหรับงานวีดีโอ ที่อยู่บน Solana บล็อกเชน โดยการซื้อขาย บน GLASS จะใช้เหรียญ SOL ซึ่งเป็นเหรียญประจำ Solana ในการซื้อขาย โดย Glass วางตัวเองไว้ว่า จะเป็นที่ที่ งานวีดีโอต่างๆ มีมูลค่าขึ้น ตามที่มันควรจะเป็น
“Glass is where videos are valued for what they’re worth”
1. Create นั่นคือ เมื่อเราสร้างสรรค์งาน Video ขึ้นมา เราสามาถนำมา Mint เป็น NFT แล้วขายบน GLASS ได้ โดยสิ่งที่แตกต่างจาก ตลาด NFT อื่นๆ คือ งานวีดีโอของเรา สามารถ Mint เป็น NFT ได้จำนวนหลายชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่บน GLASS งานวีดีโอต่างๆ จะถูก Mint เป็น NFT จำนวน 50 ชิ้น ซึ่งเราสามารถตั้งราคาขายได้ ว่าจะขายในราคากี่ SOL ซึ่งเมื่อขายหมด ทาง GLASS จะเก็บค่า Fee 10% ที่เหลืออีก 90% ก็จะเป็นรายได้ของเจ้าของวีดีโอไปเลย
2. Collect นั่นคือ การที่จะดูงานวีดีโอใดๆ เราต้องซื้อ NFT ของงานชิ้นนั้น เราถึงจะมีสิทธิได้ดู ดังนั้น การซื้อ NFT บน GLASS หมายถึงการซื้อสิทธิในการเสพ ในการรับชม งานคอนเทนต์ งานวีดีโอนั้นๆ และถ้าเราชอบงานนั้นๆ เราสามารถเก็บสะสม NFT นั้นไว้กับตัวได้
3. Sell นั่นคือ เมื่อเราเสพงานวีดีโอนั้นจนพอใจ เราสามารถขายสิทธิในการชมวีดีโอนั้นๆต่อได้ ซึ่งเมื่อเราดูวีดีโอนั้นจบ เราก็จะรู้ว่างานนั้นๆดีแค่ไหน เราก็สามารถตั้งราคาขายต่อ ตามคุณภาพของงานนั้น ซึ่งแน่นอนว่า ถ้างานวีดีโอนั้น คุณภาพดี ย่อมมีคนอยากเข้ามาดูมาก แม้ว่าเราจะตั้งราคาสูง ก็ย่อมมีคนที่พร้อมจะจ่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้ ราคา NFT ของงานวีดีโอนั้นๆสูงขึ้นตามคุณภาพของงานนั่นเอง โดยทุกๆครั้งที่มีการซื้อขาย เปลี่ยนมือ ของ NFT ผู้ขาย NFT นั้นๆ จะเสียค่า Fee 10% ซึ่ง 2% จะไปเป็นรายได้ให้แก่ GLASS ในขณะที่ 8% จะเป็นรายได้ให้แก่ เจ้าของผลงานนั้นๆ
ดังนั้น เจ้าของผลงาน ที่นำงานวีดีโอของตน เข้ามา Mint เป็น NFT บน GLASS จะมีรายได้จากการขาย NFT ครั้งแรก หรือ Primary Sale ซึ่งจะได้รับเงินเต็มๆ 90% ของรายรับจากการขายทั้งหมด และจะมีรายได้ เป็นค่า Royalty Fee 2% จากการซื้อขายเปลี่ยนมือ NFT ใน Secondary Sale ด้วย
ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า Business Model ของ GLASS นั้นน่าสนใจมาก มีโอกาสในการต่อยอดได้อีกหลายทาง เช่น ผมคิดว่า ในอนาคต เมื่อมีผู้เข้ามาใช้ แพลตฟอร์มมากขึ้น มีคนสร้างสรรค์ผลงาน มีงานวีดีโอมากขึ้น มีคนเข้ามาซื้อ NFT เพื่อเสพงานวีดีโอมากขึ้น อาจจะมีการเพิ่มฟังก์ชั่น Pay to View เสริมขึ้นมาก็ได้ กล่าวคือ จ่ายเงิน เพื่อดูอย่างเดียว อาจจะจ่ายเงินเพื่อดูครั้งเดียว หรือ ดูได้วันเดียว โดยไม่ได้ซื้อ NFT ไม่ได้เป็นเจ้าของ NFT ซึ่งรายได้ตรงนี้ สามารถนำมาแจกจ่ายเป็น รายได้ให้กับเจ้าของ NFT เพิ่มมูลค่า ให้กับ NFT ได้อีก หรือ ในวันที่มีคอนเทนต์อยู่บน GLASS มากๆ อาจจะเปิดเป็นระบบจ่ายรายเดือน หรือ รายปี เหมือน Netflix แล้ว สามารถดูได้ทุกอย่างบน GLASS และนำรายได้จากตรงนี้ไปแจกจ่ายให้กับเจ้าของ NFT ตามยอดวิว หรือ ยอดคนดูในงานวีดีโอนั้นๆได้
ท้ายที่สุด จะเห็นได้ว่า การนำเทคโนโลยีในโลกบล็อคเชน มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจต่างๆในโลกปัจจุบันนั้น อยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้นเอง อย่างเช่นในกรณี ของ NFT เรายังปลดล็อคความสามารถของ NFT ได้ไม่ถึงเสี้ยวเดียวด้วยซ้ำ อนาคตยังคงเปิดกว้าง สำหรับ ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ผู้ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจ ให้นำ NFT มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจต่างๆ
ปล. รายละเอียดที่เหลือ สามารถดูที่ คำบรรยายใต้ภาพ ได้เลยนะครับ
ทั้งหมดนี้ เป็นบทความเพื่อการศึกษา
ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อชักชวนในการลงทุน
การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด
ผศ.ดร.ณพล หงสกุลวสุ

ทำความรู้จักกับ VICUNA Metaverse ตลาด E-commerce รูปแบบใหม่ถ้าหากพูดถึง E-commerce เราคงจะนึกถึง Shopee LAZADA Amazon กั...
14/10/2022

ทำความรู้จักกับ VICUNA Metaverse ตลาด E-commerce รูปแบบใหม่

ถ้าหากพูดถึง E-commerce เราคงจะนึกถึง Shopee LAZADA Amazon กันใช่ไหมหล่ะ แล้วเคยคิดไหมว่าหาก E-commerce + Cryptocurrency + Metaverse มันจะเป็นอย่างไร

OSTD ได้ตอบคำถามนี้ให้แก่ทุกคนแล้ว ด้วยโครงการ VICUNA ซึ่งจะทำให้ทุกคนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการช้อปปิ้งออนไลน์ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยให้ผู้ซื้อได้สนุกไปกับการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อและยังเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ อีกด้วย

จุดเริ่มต้นของ VICUNA

โครงการ VICUNA ถูกพัฒนาขึ้นโดย OSTD บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อปลายปี 2021 โดยมีแผนการดำเนินงานขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นเฟสต่าง ๆ มีกำหนดการว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ของปีนี้ ด้วยการเปิดตัว Public Sale และ VINA Verse ในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ( https://vicuna.network/ ) และมีกำหนดเปิดตัวฟังก์ชั่นอื่น ๆ ตามมาในต้นปี 2023 โดยเป้าหมายของโครงการนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาที่ต่าง ๆ ที่อุตสาหกรรม E-commerce กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันและมอบประสบการณ์ดิจิทัลเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ลักษณะเด่นของ VICUNA
- VINA Verse หรือ VICUNA Metaverse เป็นโลกเสมือนจริงที่ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสและดมกลิ่นได้ใน 4D restaurants หรือประสบการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย
- FitNet เป็นโหมดที่ให้ผู้ซื้อสามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวตนเสมือนจริงก่อนที่จะซื้อ และสร้างรายได้จากการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำหอม/แฟชั่น
- MetaZoo เป็นสภาพแวดล้อมแบบดิจิทัลที่ให้ VR ได้ใช้ชีวิตเหมือนกับมนุษย์ ทั้งเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชพืช และปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
- Meta-ID สำหรับการเข้าสู่ระบบ ซึ่งถูกสร้างให้ไม่ซ้ำกันสำหรับผู้ใช้งานแต่ละคน เพื่อป้องกันไซเบอร์สเปซและการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว อีกทั้ง Meta-ID จะช่วยให้ผู้ใช้โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่แท้จริงในการเข้าสู่แพลตฟอร์มอีกด้วย

อีกสิ่งที่น่าสนใจของแพลตฟอร์มนี้ก็คือ VINA Token เป็นโทเค็นที่จะใช้ใน E-commerce แห่งนี้ มันถูกสร้างขึ้นบน Binance-Smart-Chain (BSC) และ BEP20 ซึ่งในเบื้องต้น Token นี้มีการเปิดขายแบบส่วนตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในราคาเปิดตัว $0.02 ปัจจุบันมูลค่าของโทเค็นพุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ $0.11 สร้างรายได้กว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์แก่ OSTD และขณะนี้แพลตฟอร์มอยู่ในช่วงระหว่างการเปิดขายล่วงหน้าบนหน้าเว็บสำหรับสาธารณะ ก่อนจะเป็น Public sale จริง ๆ ในสิ้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชักชวนในการลงทุน
"การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด"

ที่มาของข้อมูล : https://martechseries.com/predictive-ai/ai-platforms-machine-learning/vicuna-metaverse-digital-life-experience-like-never-before/

Kanokkorn Putrit

Flyfish Club ร้านอาหาร NFT แห่งแรกของโลก ที่ระดมทุนผ่านการขาย NFT และผู้ที่ถือ NFT เท่านั้น ถึงจะเข้ามาใช้บริการได้โปรเจ...
12/10/2022

Flyfish Club ร้านอาหาร NFT แห่งแรกของโลก ที่ระดมทุนผ่านการขาย NFT และผู้ที่ถือ NFT เท่านั้น ถึงจะเข้ามาใช้บริการได้
โปรเจค Flyfish Club (https://www.flyfishclub.com) กับการเป็นร้านอาหารร้านแรกของโลก ที่เฉพาะ ผู้ที่เป็นเจ้าของ NFT Flyfish Club เท่านั้น ถึงจะเข้ามาใช้บริการได้ ซึ่งจริงๆแล้ว การที่ร้านอาหารขาย Membership ให้กับลูกค้า เพื่อที่จะได้รับสิทธิพิเศษ หรือ บริการพิเศษนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ส่วนใหญ่ การซื้อ Membership สำหรับลูกค้า เปรียบเสมือน “การเช่า” เพราะ Membership มักมีระยะเวลา เช่นซื้อเมมเบอร์แล้ว อาจจะมีอายุ 1 ปี เมื่อครบ 1 ปี อยากต่ออายุ ก็ต้องเสียเงินต่อ ในขณะที่ ในเคสของ Flyfish Club นั้น ประยุกต์เอาเทคโนโลยี NFT มาใช้ กับระบบ Membership โดยผู้ที่ซื้อ NFT ไป จะถือว่าเป็น Membership ตลอดไป ตราบเท่าที่ยังเป็นเจ้าของ NFT นั้น ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ แสดงว่า ความเป็น Membership นั้น เปลี่ยนจาก “การเช่า” มาเป็น “การได้เป็นเจ้าของ” สมบูรณ์ ความเป็น Membership กลายเป็น สินทรัพย์ หรือ Asset ที่สามารถเป็นเจ้าของ และ ซื้อขาย เปลี่ยนมือได้ ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ การลงทุนซื้อ NFT เพื่อเป็น Membership ของร้านอาหารใดๆ นอกจาก การคาดหวังกับผลประโยชน์ สิทธิพิเศษ หรือ บริการพิเศษที่จะได้รับแล้ว ยังถือเป็นการเก็งกำไรกับอนาคต ความสำเร็จของกิจการร้านอาหารนั้นๆอีกด้วย โดยถ้าร้านอาหารมีการบริหาร ผลประโยชน์ สิทธิพิเศษที่จะให้กับผู้ถือ NFT และ การบริหารจัดการร้านได้ดี ย่อมทำให้ ใครๆก็อยากมาซื้อ NFT เพื่อเป็น Membership แล้วมาใช้บริการที่ร้าน รายได้ และ ผลกำไรก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถมอบสิทธิพิเศษใหม่ๆ ให้กับผู้ถือ NFT มากขึ้นไปอีกในอนาคต แบบนี้ถือว่าการนำ NFT มาใช้กับธุรกิจร้านอาหาร ประสบความสำเร็จ เจ้าของร้านแฮปปี้ และ คนที่ถือ NFT ก็แฮปปี้
โดยสำหรับโปรเจค Flyfish Club นั้น ในตอนแรก ยังไม่ได้มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง แต่จะระดมทุน ผ่านการขาย NFT โดยจะมีการขาย NFT ทั้งหมด 2 ประเภท โดยประเภทแรก จะชื่อ Flyfish (FF) ในขณะที่ ประเภทที่สอง จะชื่อ Flyfish Omakase (FFO) โดยจะจำนวน NFT Flyfish จำนวนทั้งสิ้น 2,650 ชิ้น และจะมีจำนวน NFT Flyfish Omakase จำนวนทั้งสิ้น 385 ชิ้น โดยการขาย NFT ของ Flyfish Club นั้น เริ่มขายรอบ Presale เมื่อ 15 ธันวาคม 2021 โดยในรอบนี้ จะขายให้กับ นักลงทุน หุ้นส่วนทางธุรกิจ และ ผู้ที่คอยช่วยเหลือโปรเจคเท่านั้น ซึ่งในรอบนี้ ขายไป 350 ชิ้น แบ่งเป็น NFT Flyfish 252 ชิ้น และ NFT Flyfish Omakase 98 ชิ้น
ต่อมา มีการขาย NFT ในรอบ Public Launch ในวันที่ 7 มกราคม 2022 โดยมีการขาย NFT จำนวนทั้งสิ้น 1,151 ชิ้น แบ่งเป็น NFT Flyfish 948 ชิ้น ขายที่ราคา 2.5 ETH และ NFT Flyfish Omakase 98 ชิ้น ขายที่ราคา 4.25 ETH ซึ่งขายหมดไปเป็นอันเรียบร้อย ไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 ซึ่งในช่วงต้นปี 2022 นั้น ETH มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ ในช่วงนั้น 1 ดอลลาร์เท่ากับ 33 บาท ซึ่งนั่นหมายความว่า ในรอบ Public Launch นี้ Flyfish Club สามารถระดมทุนได้ ((948 x 2.5) + (98 x 4.25)) x 3,000 x 33 = 275,863,500 บาท (อ่านว่า 275 ล้านบาท)
โดยเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ NFT ของ Flyfish Club ประสบความสำเร็จในการขาย NFT ได้หมด ก็เพราะ มีการเปิดตัว ทีมอย่างชัดเจน ว่ามีใครเป็นผู้บริหารโปรเจคบ้าง ซึ่งทีมผู้ก่อตั้ง Flyfish Club มีทั้งหมด 4 คน ได้แก่ 1. Gary Vaynerchuck ซึ่งเป็นผู้บริหารในบริษัททางด้าน Media และ Advertising 2. David Rodolitz ผู้ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการบริการ มากว่า 20 ปี รวมถึงเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารหลายแห่ง 3. Josh Capon ผู้ที่มีอาชีพเป็นเชฟ 4. Conor Hanlon ผู้ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการบริการ และมีประสบการณ์ในการทำงานอาหารระดับท๊อปของประเทศหลายแห่ง
รายได้จากการขาย NFT จะถูกทำมาสร้างร้านอาหาร Flyfish Club โดยจะสร้างที่มหานครนิวยอร์ก ซึ่งจะเป็นร้านอาหารที่เน้นไปที่ อาหารทะเลเป็นหลัก โดยร้านอาหาร จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของ Cocktail Lounge, ส่วนของห้องอาหารหลัก (Main Dining Room) และ ส่วนของ Omakase ซึ่ง ผู้ที่ถือ NFT Flyfish Omakase สามารถเข้าไปใช้บริการ และพาเพื่อนๆ ผู้ติดตาม มาใช้บริการ ได้ทั้งสามส่วน ในขณะที่ ผู้ที่ถือ NFT Flyfish จะสามารถเข้าใช้บริการ และพาเพื่อนๆมาใช้บริการ ได้เฉพาะ ในส่วนของ Cocktail Lounge และ ห้องอาหารหลักเท่านั้น แต่จะไม่สามารถเข้าไปใช้บริการในส่วนของ Omakase ได้
โดยตัวร้านอาหารถูกคาดการณ์ว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2023 นี้ ตัวร้านอาหารจะมีพื้นที่กว้างถึง 10,000 ตารางฟุต โดยในส่วนของ ห้องอาหารหลัก จะมีจำนวนที่นั่ง ทั้งหมด 150 ที่นั่ง ในขณะที่ โซน Omakase จะมีจำนวนที่นั่ง 14 ที่นั่ง
จากการที่ในปัจจุบัน NFT ในรอบ Presale และ Public Launch ถูกขายไปหมดแล้ว ดังนั้น ผู้ทีต้องการที่จะซื้อ NFT คอลเลคชั่นนี้ ของ Flyfish Club จะต้องไปซื้อบนตลาดรอง (Secondary Market) อย่าง Opensea (https://opensea.io/collection/flyfish-club) ซึ่งเมื่อไปสำรวจราคา NFT ของ Flyfish club บน Opensea พบว่า ราคาในปัจจุบัน สูงกว่า ราคาตอนเปิดตัวพอสมควร แสดงว่า ผู้คนคาดหวังต่อโปรเจคนี้ไปในทางที่ดีพอสมควร อย่างไรก็ดี มันยังเร็วไป ที่จะบอกว่าโปรเจคนี้ประสบความสำเร็จ คงต้องรอจนกว่า ร้าน Flyfish Club จะเปิดให้บริการอย่างเต็มตัวในปี 2023 และดูกระแสตอบรับจาก Community อีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าผู้ที่ถือ NFT เข้าไปใช้บริการ และมีความพึงพอใจ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ ก็ย่อมจะสะท้อนผ่านราคา NFT คอลเลคชั่นนี้ ที่มีโอกาสที่จะสุงขึ้น ในอนาคตนั่นเอง
ทั้งหมดนี้ เป็นบทความเพื่อการศึกษา
ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อชักชวนในการลงทุน
การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด
ผศ.ดร.ณพล หงสกุลวสุ

Food Fighter Universe กับ การสร้างเครือข่ายร้านอาหาร NFT ครั้งแรกของโลกวันนี้ ผมนำโปรเจคที่น่าสนใจ ที่ชื่อ Food Fighter ...
11/10/2022

Food Fighter Universe กับ การสร้างเครือข่ายร้านอาหาร NFT ครั้งแรกของโลก
วันนี้ ผมนำโปรเจคที่น่าสนใจ ที่ชื่อ Food Fighter Universe (https://foodfightersuniverse.com/) มานำเสนอครับ โดย โปรเจคนี้ เป็นการสร้าง WEB 3.0 ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชน และการสร้างเหรียญ NFT: Non-Fungible Token มาผนวกกับการทำธุรกิจร้านอาหาร
โดยทาง Food Fighter Universe ได้จัดทำ NFT ซึ่งเป็นรูปกราฟฟิก ตัวการ์ตูนน่ารักๆของอาหารประเภทต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 10,000 ชิ้น โดยเป็น NFT ที่อยู่บน Ethereum Blockchain ซึ่งเสนอขายในราคา 0.345 ETH โดย NFT คอลเลคชั่นนี้ เป็น Utility NFT กล่าวคือ ผู้ที่ซื้อและ ถือ NFT นี้ จะได้รับผลประโยชน์ และสิทธิพิเศษต่างๆ ได้แก่ การได้กินฟรีในร้านอาหารในเครือ เดือนละครั้ง, การได้รับสิทธิในการเข้าร่วม Exclusive Special Events, การได้เข้าไปรับประทานในร้านอาหารลับในเครือ, การได้รับตั๋วในการเข้าร่วมงาน Food & Music Festivals, การได้รับ Airdrops, การได้สิทธิในการซื้อสินค้า Merchandized คอลเลคชั่นพิเศษ, การได้สิทธิในการเข้ารับประทานอาหารในเครือทั่วโลก และ การได้สิทธิในการโหวต ร่วมบริหาร กำหนดทิศทางของโปรเจค
โดยในปัจจุบัน สามารถซื้อ NFT ได้ในเวปของ Food Fighter Universe เอง (https://foodfightersuniverse.com/mint) หรือ ซื้อจาก Opensea ก็ได้ (https://opensea.io/collection/food-fighters-universe)
โดยจุดเริ่มต้นของโปรเจคนี้ มาจาก Andy Nguyen ซึ่งเป็นผู้ที่ถือ NFT Bored Ape Yacht Club หรือ ลิงขี้เบื่อ หมายเลข 6184 โดยหลังจาก Andy ได้เรียนรู้ว่า NFT ลิงขี้เบื่อที่เค้าถืออยู่นั้น เค้ามีสิทธิในสินทรัพย์ทางปัญญา หรือ IP: Intellectual Property ในรูปลิงขี้เบื่อนั้นอย่างสมบูรณ์ สามารถนำรูปลิงขี้เบื่อของเค้าไปทำอะไรก็ได้ ไปสร้างประโยชน์ทางการค้าได้หมด Andy จึงนำรูปลิงขี้เบื่อของเค้ามาเปิดเป็นร้านเบอร์เกอร์ชื่อ Bored & Hungry ที่เมือง Long Beach รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จนขายดิบขายดี จนกระทั่งในปัจจุบัน จะไปเปิดสาขาเพิ่มที่ประเทศเกาหลีแล้ว
นอกจาก Andy ที่นำรูปลิงขี้เบื่อมาเปิดเป็นร้านเบอร์เกอร์แล้ว ยังมี ศิลปินแร๊ปชื่อดังอย่าง Snoop Dogg ก็นำรูป NFT ลิงขี้เบื่อของเค้ามาเปิดเป็นร้านไอศครีม และ ของหวาน ที่ชื่อ Dr. Bombay Sweet Exploration เช่นกัน
และยังมี ลูกชายของ Snoop Dogg ที่รู้จักในชื่อ Cordell Broadus ก็นำรูป NFT ลิงขี้เบื่อ มาเปิดเป็นร้านขาย Taco (อาหารแม็กซิกัน) ที่ชื่อ Bored Taco
ซึ่งร้านทั้ง 3 ร้านนี้ Bored & Hungry, Dr. Bombay Sweet Exploration และ Bored Taco ก็อยู่ในเครือข่ายร้านอาหารของ Food Fighter Universe
โดยสำหรับ NFT คอลเลคชั่นของทาง Food Fighter Universe จะให้ Utilities มากมายสำหรับผู้ที่ถือ NFT แล้ว ทางทีม Food Fighter Universe ยังพร้อมสนับสนุนและ ส่งเสริม ให้ ผู้ที่ถือ NFT และอยากทำธุรกิจร้านอาหาร สามารถเข้าถึง ปัจจัยสนับสนุนต่างๆอีกด้วย โดยจากการที่ Andy Nguyen หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Food Fighter Universe มีประสบการณ์ในการทำร้านอาหารมาหลายร้าน ทำให้ทางทีม พร้อมจะสนับสนุน ทั้งด้าน ความรู้ ข้อมูล เทคนิค และเงินทุน ให้แก่ ผู้ถือ NFT และอยากเปิดร้านอาหาร เพื่อให้มีจำนวนร้านอาหารในเครือข่าย Food Fighter Universe มากขึ้น มีร้านอาหารหลากหลายประเภทมากขึ้น และมีร้านอาหารในพื้นที่ต่างๆ กระจายตัวไปทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และ เมืองใหญ่ๆทั่วโลก
ซึ่งถึงตรงจุดนี้ เราก็คงต้องรอดูว่า โปรเจค Food Fighter Universe จะขยายตัว เติบโต ไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งตาม Roadmap ที่มีการประกาศไว้ ทาง Food Fighter Universe มีเป้าหมาย ที่จะเป็นเครือข่ายร้านอาหารระดับโลก ที่มอบประสบการณ์ในการรับประทานอาหารที่น่าประทับใจ ให้แก่ลูกค้าทั่วไป และ มอบประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ถือ NFT อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่ริเริ่มมีการนำ NFT มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเครือข่ายร้านอาหาร ในระดับโลก ซึ่งแน่นอนว่า ในระยะยาว ถ้าโปรเจคประสบความสำเร็จ ผู้ที่ถือ NFT คอลเลคชั่นนี้ ย่อมได้รับประโยชน์และสิทธิพิเศษต่างๆ อย่างเต็มเปี่ยม
ทั้งหมดนี้ เป็นบทความเพื่อการศึกษา
ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อชักชวนในการลงทุน
การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด
ผศ.ดร.ณพล หงสกุลวสุ

มาทำความรู้จัก ร้านขายเมล็ดกาแฟ NFT ที่ชื่อ Bored Breakfast Club กันครับเมื่อพูดถึง NFT หรือ Non-Fungible Token หลายคนจะ...
11/10/2022

มาทำความรู้จัก ร้านขายเมล็ดกาแฟ NFT ที่ชื่อ Bored Breakfast Club กันครับ
เมื่อพูดถึง NFT หรือ Non-Fungible Token หลายคนจะนึกถึง งานศิลปะ รูปภาพ กราฟฟิก สวยๆต่างๆ ที่คนนิยมซื้อมาสะสม ซื้อมาใช้เป็นภาพโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดีย หรือ ซื้อมาเก็งกำไรกัน
แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า NFT นั้น นอกจากเอามาใช้ในเรื่องของงานศิลปะ ของสะสมแล้ว ยังสามารถนำมาต่อยอด สร้างโอกาสทางธุรกิจได้อีกด้วย และธุรกิจที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ คือ ธุรกิจการเมล็ดกาแฟ ที่ชื่อ Bored Breakfast Club (https://www.boredbreakfastclub.com/)
โดยธุรกิจนี้ เกิดจาก บริษัทที่ชื่อว่า Kley ซึ่งทำธุรกิจด้าน Digital Design Studio ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Los Angeles รัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นเจ้าของ NFT คอลเลคชั่นดัง ที่ชื่อว่า Bored Ape Yacht Club (BAYC)
(https://opensea.io/collection/boredapeyachtclub)
ซึ่งเป็น NFT รูปลิงขี้เบื่อ ในท่าทาง อิริยาบถต่างๆ โดย ข้อดีของการเป็นเจ้าของ NFT รูปลิงขี้เบื่อ เหล่านี้คือ สามารถนำเอารูปลิงนี้ ไปหาผลประโยชน์ทางการค้าได้ ดังนั้น กลุ่มคนที่ Kley ซึ่งเป็นเจ้าของ NFT ลิงขี้เบื่อนี้ และมีความชอบในอาหารเช้า ชอบในการดิ่มกาแฟ จึงมาตั้งธุรกิจ ขายเมล็ดกาแฟร่วมกัน ในชื่อ Bored Breakfast Club
โดยเมล็ดกาแฟ ที่นำมาขาย ใน Packaging ที่มีรูป ลิงขี้เบื่อนี้ จะถูกคั่วโดย Yes Plz ซึ่งเป็นร้านคั่วเมล็ดกาแฟ ซึ่งตั้งอยู่ที่ เมือง Los Angeles และ เป็นร้านที่มีชื่อเสียง ติดอันดับ Top 10 ร้านขายเมล็ดกาแฟ ที่ได้รับความนิยม ซึ่งได้รับการจัดอันดับ โดย NY Times และ Wirecutter
ความพิเศษของ Bored Breakfast Club คือ การที่เค้าได้สร้าง NFT คอลเลคชั่นของตัวเองขึ้นมา โดยจะเป็นรูปกราฟฟิก ของลิง ที่กำลังกินอาหารเช้า และดื่มด่ำ อยู่กับวิวด้านหน้า โดยมีการสร้าง NFT คอลเลคชั่นนี้ ขึ้นมจำนวน 5,000 ชิ้น โดยจะเป็น NFT ที่อยู่บน Ethereum Blockchain ซึ่งผู้ที่ซื้อ และ ถือ NFT ในคอลเลคชั่นนี้ ก็เสมือนการได้ถือ Membership ของร้าน ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างจากทางร้าน ได้แก่ การได้สิทธิในการซื้อ เมล็ดกาแฟที่มีการคั่วแบบพิเศษ ที่เฉพาะ คนที่ถือ NFT นี้เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิซื้อได้ และมีสิทธิในซื้อสินค้าจากทางร้าน เช่น เสื้อยืดลายพิเศษ ที่ขายให้เฉพาะคนที่ถือ NFT นี้เท่านั้น
นอกจากนี้ ทางร้าน จะนำรายได้ส่วนหนึ่ง จากค่า Royalty ที่ได้เมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือ NFT คอลเลคชั่นนี้ บน Opensea และ กำไรส่วนหนึ่งจากการขายเมล็ดกาแฟ และ กำไรส่วนหนึ่งจากการขายสินค้า นำมารวมกันที่ กระเป๋ากลาง เพื่อซื้อเมล็ดกาแฟแจกให้กับ คนที่ถือ NFT คอลเลคชั่นนี้ ซึ่งแปลว่า ถ้ามีการซื้อขาย เปลี่ยนมือ NFT กันมาก ธุรกิจของร้านไปได้สวย มียอดขายเมล็ดกาแฟ มียอดขายสินค้ามาก คนที่ถือ NFT คอลเลคชั่นนี้ ก็จะได้รับปันผล เป็นเมล็ดกาแฟฟรี ที่ทางร้านจะส่งฟรีให้ถึงบ้าน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนของโลกใบนี้ก็ตาม
ซึ่งบนหน้าเวปของร้าน จะมีหน้าที่ชื่อ Coffee Rewards ซึ่งจะแสดงกราฟวงกลม และตัวเลข % ซึ่งจะเป็นตัวเลขแสดงจำนวนเงินส่วนแบ่งรายได้และกำไร ที่มารวมที่กระเป๋ากลาง โดยเมื่อตัวเลขนี้ถึง 100% เมื่อไหร่ ก็จะมีการปันผล โดยการจัดส่งเมล็ดกาแฟฟรี ให้แก่คนที่ถือ NFT นี้ ทั่วโลก ซึ่งคนที่ถือ NFT นี้ สามารถมากด Connect Wallet เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ NFT และ จะสามารถใส่ที่อยู่ เพื่อให้ทางร้านจัดส่งเมล็ดกาแฟให้ฟรีถึงบ้าน
โดยการที่ร้าน มีการทำ NFT มาขายจำนวน 5,000 ชิ้น ซึ่งในปัจจุบันมีการขายไปทั้งหมดแล้ว ทำให้ร้านได้รับเงินทุนก้อนใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การนำ NFT มาปรับใช้กับธุรกิจนั้น เป็นการสร้างแหล่งเงินทุน แหล่งรายได้ช่องทางใหม่ แต่ก็ต้องแลกกับการ offer ผลประโยชน์ต่างๆให้กับผู้ที่ถือ NFT ของเรา โดยในปัจจุบัน ผู้ที่อยากซื้อ อยากได้ NFT ของ Bored Breakfast Club สามารถเข้าไปซื้อ ขาย ได้ที่ Opensea ซึ่งเป็นตลาดซื้อขาย NFT เจ้าใหญ่ของ Ethereum Blockchain (https://opensea.io/collection/boredbreakfastclub)
สำหรับ Roadmap ของทางร้านนั้น บนเวปได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของทางร้าน ซึ่งจากที่ในปัจจุบันมีการขายเมล็ดกาแฟ และสินค้า Merchandized ต่างๆแล้ว ในอนาคต มีแผนที่จะขายธุรกิจ การเพิ่มกิจกรรมใหม่ๆ ได้แก่ การมี Digital Library การทำ Virtual Coffee Shop การทำ Breakfast To Go และ ท้ายสุด คือการมี Coffee Clubhouse and Roastery เป็นของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่า คนที่ถือ NFT ก็จะได้รับผลประโยชน์และสิทธิพิเศษต่างๆเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
จะเห็นว่า ที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของการนำ NFT มาประยุกต์ในทางธุรกิจเท่านั้นเอง สำหรับเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย โอกาสยังคงเปิดกว้างครับ เจ้าของธุรกิจใดที่เข้าใจในเทคโนโลยีบล็อกเชนก่อน เข้าใจใน NFT ก่อน ก็จะมองเห็นโอกาสก่อน สามารถ หากลไกใหม่ๆในการกระตุ้นยอดขาย ต่อยอด เพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดนี้ เป็นบทความเพื่อการศึกษา
ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อชักชวนในการลงทุน
การลงทุนโดยไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงสูงสุด
ผศ.ดร.ณพล หงสกุลวสุ

ที่อยู่

239 Faculty Of Economics, Chiang Mai University
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Economics of Cryptocurrencies and DeFi, Chiang Mai Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Economics of Cryptocurrencies and DeFi, Chiang Mai University:

แชร์