การตลาดมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

การตลาดมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น พัฒนาทักษะการตลาดให้ทันสมัย
พร้อมเผชิญทุกความท้าทายในโลกธุรกิจ

เป็นหน้า Fanpage สำหรับนักศึกษาในภาควิชาการตลาดมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เพื่อเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาควิชา ให้แก่นักศึกษาในภาควิชาได้รับทราบ และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจในภาควิชาการตลาดได้เข้าถึงอย่างสะดวก

“เรียนการตลาดดิจิทัล จบไปไม่ตกงาน”สายนี้ “ใช้ได้ทุกธุรกิจ” และยังสามารถเริ่มทำงานได้ตั้งแต่เรียน 👏✨เรียนจริง ลงมือทำจริง...
18/05/2026

“เรียนการตลาดดิจิทัล จบไปไม่ตกงาน”
สายนี้ “ใช้ได้ทุกธุรกิจ” และยังสามารถเริ่มทำงานได้ตั้งแต่เรียน 👏
✨เรียนจริง ลงมือทำจริง

💼 Content Creator
📱 Social Media Admin
📊 Digital Marketing
🎯 Ads Specialist
🛒 Online Business Owner
🎥 TikTok Creator
🧠 Brand Strategist

มีทั้งเรียนวันปกติ และเสาร์-อาทิตย์สำหรับวัยทำงาน
📩 สนใจสมัคร/สอบถามทุน ทัก Inbox ได้เลย

https://app.feu.ac.th/feuadmis/admission.aspx?refid=NjMxMTU2NQ==

“ห้องเรียนให้ความรู้ แต่ธุรกิจจำลองให้ประสบการณ์” Marketing Student Today, Business Owner Tomorrow. *****ชาไทยอ้อยดำลำปา...
18/05/2026

“ห้องเรียนให้ความรู้ แต่ธุรกิจจำลองให้ประสบการณ์” Marketing Student Today, Business Owner Tomorrow.
*****ชาไทยอ้อยดำลำปาง “ชาไทยแก้วนี้ อาจเริ่มจากห้องเรียน แต่พร้อมเติบโตสู่ธุรกิจจริง”
*****“Angel Nail Studio “ความสวยไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือความมั่นใจที่เราสร้างให้ลูกค้า”

#การฝึกปฏิบัติเชิงธุรกิจ
#การตลาดดิจิทัล

Marketing ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการสร้างตัวตนให้คนจดจำ
#เรียนเชียงใหม่
#เรียนการตลาดเชียงใหม่

สนใจสมัครเรียน https://app.feu.ac.th/feuadmis/admission.aspx?refid=NTAxMTIyOQ==

18/05/2026

🔴 เดิมพัน 200 ล้านของ “เอพริล เบเกอรี่” กับก้าวต่อไปที่ใหญ่กว่าแค่การขายขนม

เมื่อธุรกิจเติบโตจนภาพลักษณ์เดิมไม่สามารถสะท้อนขนาดและศักยภาพในปัจจุบันได้อีกต่อไป

“เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ภายใต้การนำของ “นางกนกกัญจน์ มธุรพร” ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 16 ปี เพื่อรีแบรนด์ครั้งใหญ่

คลอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานองค์กรใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ภาพลักษณ์ไปจนถึงระบบหลังบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การระดมทุน IPO ในปี 2572

ซึ่งนี่คือภาพรวมทิศทางธุรกิจ การปรับโครงสร้างรายได้ และแผนขยายกิจการ ที่สะท้อนก้าวสำคัญขององค์กรได้อย่างชัดเจน

🔴 จุดยืนใหม่ “Masstige” แข่งขันด้วยประสบการณ์ไม่ใช่แค่ราคา

เริ่มต้นที่จิ๊กซอว์ตัวแรกอย่างการปรับภาพลักษณ์ นางกนกกัญจน์ ระบุว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “The Blessing City” เพื่อปรับเปลี่ยนภาพจำให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น

โดยวางจุดยืนแบรนด์ไว้ที่กลุ่ม “Masstige” (Mass + Prestige) หรือสินค้าพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ เนื่องจากตลาดเบเกอรี่ในปัจจุบันผู้บริโภคมองหา “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับรสชาติ

ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนกลยุทธ์จากการแข่งขันด้วยโปรดักต์และราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่

เช่น การปรับให้หน้าร้านทุกสาขาเป็นรูปแบบ “อบสดใหม่” (Freshly Baked) เพื่อมัดใจลูกค้าและปูทางจากการเป็น Local Brand สู่ Regional Brand

🔴 เป้าหมายการเงิน และ Roadmap สู่ IPO ปี 2572

นอกจากนี้ เอพริล เบเกอรี่ ยังวางเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,700 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30% จากปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 1,300 ล้านบาท

ซึ่งไตรมาสแรกสามารถทำรายได้ไปแล้วกว่า 425 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดเบเกอรี่ให้ถึง 4%

ขณะที่เป้าหมายระยะยาว บริษัทมองว่าจะสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20-30% ต่อปี และกำไรเติบโต 15% ต่อปี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายรายได้ 2,500 ล้านบาท ในปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

🔴 ปรับพอร์ตรายได้ ลดการพึ่งพาช่องทางเดียว และลุยขยายสาขา

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินดังกล่าว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการปรับโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันช่องทางหลักของแบรนด์พึ่งพาร้าน 7-Eleven สูงถึง 80% และมาจากหน้าร้านของตัวเองเพียง 20%

บริษัทจึงมีแผนกระจายความเสี่ยงและสร้างความแข็งแกร่งให้ช่องทางของตัวเอง โดยตั้งเป้าว่าก่อนปี 2572 สัดส่วนรายได้จะต้องเปลี่ยนเป็น 7-Eleven 60% และหน้าร้าน 40%

เมื่อเป้าหมายคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากหน้าร้านตัวเอง งบลงทุน 200 ล้านบาทที่เตรียมไว้ จึงถูกนำมาใช้ลุยขยายสาขาในกรุงเทพฯ กว่า 100 แห่ง

โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 40 สาขา แบ่งเป็นลงทุนเอง 20 สาขา และแฟรนไชส์ 20 สาขา ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จะเปิดเพิ่มอีกราว 20 สาขา และตั้งเป้าให้ทะลุ 100 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2572

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าดันยอดขายต่อสาขาให้เติบโตขึ้นควบคู่กันไป จากเดิม 15,000 บาท/สาขา/วัน เป็น 50,000 บาท/สาขา/วัน ผ่านการปรับโฉมร้านให้เป็นแบบอบสดใหม่ทั้งหมด จากปัจจุบันมีโมเดลนี้อยู่ที่สาขาเจริญกรุงเพียงแห่งเดียว

ขณะที่ช่องทาง 7-Eleven แม้จะถูกลดสัดส่วนลงในอนาคต แต่ยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญ ปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ย 270,000 ชิ้นต่อวัน มีสินค้าวางจำหน่าย 15 รายการ และจะใช้วิธีดึงดูดลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยการออกสินค้าใหม่สัปดาห์ละ 1 รายการ

🔴 สินค้า กำลังการผลิต และ Mega Factory

นอกเหนือจากการขยายช่องทางจำหน่ายแล้ว หัวใจสำคัญอย่างตัวสินค้าก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

โดยปัจจุบันแบรนด์มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอมากกว่า 130 รายการ และกระตุ้นตลาดด้วยการออกสินค้าใหม่ถึง 15 รายการต่อเดือน โดยกว่า 20% เป็นสินค้ากลุ่มสุขภาพเพื่อรับเทรนด์ Wellness

โดยสินค้าขายดี 3 อันดับแรก คือ 1. เปี๊ยะโมจิลาวา 2. ช็อกโกแลตดูไบ 3. เค้กทุบดูไบช็อกโกแลต

ทั้งนี้ เพื่อรองรับปริมาณการขายและความต้องการของตลาดที่ขยายตัว ปัจจุบันบริษัทมียอดขายเฉลี่ย 180,000 กล่อง/วัน (720,000 ชิ้น) ขณะที่โรงงานทั้ง 9 แห่งมีกำลังการผลิตรองรับได้ถึง 400,000 กล่อง/วัน หรือประมาณ 1,600,000 ชิ้นต่อวัน

ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงตรึงราคาสินค้าไว้ได้ ซึ่งในอนาคตหากบริษัทสามารถเข้า IPO ได้สำเร็จ

บริษัทก็มีแผนที่จะยุบรวมโรงงานทั้ง 9 แห่ง เพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งเดียว บนพื้นที่ 20 ไร่ย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อรองรับการผลิตในประเทศและส่งออกไปอีก 10 ปีข้างหน้า

🔴 การยกระดับองค์กร และบุกตลาดต่างประเทศ

ซึ่งจากกำลังการผลิตระดับโรงงานขนาดใหญ่ที่วางแผนไว้นี้ เชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

โดยปัจจุบันยอดขายของแบรนด์มาจากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% ซึ่ง เอพริล เบเกอรี่ ได้เริ่มเข้าไปทำตลาดในเกาหลีใต้และไต้หวันผ่านรูปแบบ OEM แล้ว

เป้าหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดหน้าร้านในต่างประเทศในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนไทยในต่างประเทศติดต่อขอเปิดสาขาแล้ว

ขณะเดียวกัน ภายในองค์กรก็มีการนำ AI และ Data มาใช้ในทีมการตลาดมากขึ้น รวมถึงมีการส่งบุคลากรไปอบรมวิทยาการทำขนมใหม่ๆ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่อง

และเพื่อเร่งสปีดการขยายธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมาย นอกจากการเติบโตด้วยตัวเอง (Organic Growth) แล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาควบรวมกิจการ (M&A) กับพันธมิตรหลายราย ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า

ทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ “เอพริล เบเกอรี่” กำลังต่อยอด เพื่อก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแบรนด์ขนม สู่การเป็น Lifestyle Bakery ที่อยู่คู่กับคนไทย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในแง่ของผลกำไรและความแข็งแกร่งของแบรนด์

🔥 จบไปแล้วกับสัมมนาทางการตลาดขอบคุณทุกคนที่มาร่วมกิจกรรม 🚀✨หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียดีๆ ไปต่อยอดธุรกิจนะคะ 💙 #สัมมนาการตลา...
17/05/2026

🔥 จบไปแล้วกับสัมมนาทางการตลาด
ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมกิจกรรม 🚀✨

หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียดีๆ ไปต่อยอดธุรกิจนะคะ 💙

#สัมมนาการตลาด

📱ชอบเล่น TikTok ชอบถ่ายคลิป ชอบคิดคอนเทนต์รู้ไหม? สิ่งที่คุณชอบ…ต่อยอดเป็นอาชีพได้จริงนะ🔥สาขาการตลาดดิจิทัลเรียนจบทำได้ท...
12/05/2026

📱ชอบเล่น TikTok ชอบถ่ายคลิป ชอบคิดคอนเทนต์รู้ไหม? สิ่งที่คุณชอบ…ต่อยอดเป็นอาชีพได้จริงนะ🔥

สาขาการตลาดดิจิทัล
เรียนจบทำได้ทั้ง
✔ Content Creator
✔ Digital Marketing
✔ Admin Page
✔ เจ้าของธุรกิจออนไลน์
✔ Influencer Marketing

📍เรียนใจกลางเมืองเชียงใหม่
ตรงข้ามโรบินสัน ใกล้สนามบิน เดินทางง่าย ✈️

✨เปิดรับทั้ง
• เด็ก ม.6
• ปวช.
• เด็กซิ่ว
• วัยทำงาน
• ผู้ประกอบการ
• และเปิดโอกาสให้ชนชาติพันธุ์

📩 ทักแชทเพื่อขอรายละเอียด/ทุนการศึกษาได้เลย

👉 สมัครเลย: https://app.feu.ac.th/feuadmis/admission.aspx?refid=NjMxMTU2NQ==จ

#การตลาดดิจิทัล ียงใหม่ #เรียนการตลาด #เด็กซิ่ว #ปวช #เชียงใหม่ #มหาลัยเอกชนเชียงใหม่ #เรียนใกล้สนามบิน

🔥 สัมมนาสุดเข้มจากรายวิชา “สัมมนาทางการตลาด🚀 อยากให้ธุรกิจโตในยุคดิจิทัล ต้องรู้ให้ทัน “เครื่องมือออนไลน์” เราดิลกับวิทย...
11/05/2026

🔥 สัมมนาสุดเข้มจากรายวิชา “สัมมนาทางการตลาด

🚀 อยากให้ธุรกิจโตในยุคดิจิทัล ต้องรู้ให้ทัน “เครื่องมือออนไลน์” เราดิลกับวิทยากรคนเก่งมาให้เทคนิคใหม่ๆ 😍

💡 อัปเดตเทคนิค
📱 Social Media
🎯 ยิงแอดให้ตรงกลุ่ม
📈 เพิ่มยอดขายด้วยคอนเทนต์
🚀 เครื่องมือที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องใช้

⚡ รับเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น!
💸 ราคาเพียง 199 บาท

📍รีบสมัครก่อนเต็ม แล้วมาอัปเกรดธุรกิจไปด้วยกัน 🔥

#สัมมนาการตลาด #ธุรกิจยุคดิจิทัล

🚀 อยากเป็นสาย Creator / Marketing / Social Media ห้ามพลาด! เปิดรับสมัคร DEK69 แล้ววันนี้ 💙 🎓 สาขาการตลาดดิจิทัล พร้อมทุน...
11/05/2026

🚀 อยากเป็นสาย Creator / Marketing / Social Media
ห้ามพลาด! เปิดรับสมัคร DEK69 แล้ววันนี้ 💙

🎓 สาขาการตลาดดิจิทัล พร้อมทุนส่วนลดสำหรับผู้สมัครใหม่
#การตลาดดิจิทัล #เรียนการตลาด

11/05/2026

พร้อมมั้ย? รอบ ADMISSION มาแล้ว! 🎓✨
สมัคร online ได้เลยวันนี้ คลิกเลย: www.feu.ac.th 💻
เลือกเรียน
✅ วันเสาร์-อาทิตย์
✅ หรือ วันจันทร์-ศุกร์
❌ Portfolio
❌ TPAT / TGAT
❌ A - Level
น้องๆ หรือ สมัครได้เลย
- สมัคร ผ่านช่องทาง ออนไลน์ https://www.feu.ac.th
- หรือ สมัครและรายงานตัวด้วยตนเอง
ที่ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 - 17.00 น.
แผนที่ >> https://maps.app.goo.gl/q2k2Y3XLGZvWiDGY6?g_st=ic
- หรือ สมัครผ่านแอดมิน ได้เลย

11/05/2026

การตลาดที่ “ไม่ต้องมีโลโก้” ยังไงให้คนจำแบรนด์ได้

ในยุคที่ผู้บริโภคเห็นโลโก้และโฆษณานับพันชิ้นต่อวัน แบรนด์ที่พึ่งแค่โลโก้เพียงอย่างเดียวอาจถูกมองข้ามได้ง่าย การตลาดที่ไม่ต้องมีโลโก้ จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยอาศัยการสร้าง Brand Association ที่แข็งแกร่งผ่านเรื่องราว อารมณ์ ประสบการณ์ และเอกลักษณ์อื่น ๆ

งานวิจัยชี้ว่า แบรนด์สามารถสร้างความจำได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งโลโก้ หากเน้น:
🎓Storytelling และ Emotional Connection — ช่วยให้เกิด narrative transportation และ brand recall สูง (Mohamed, 2025; Peter, 2025)
🎓Experiential & Sensory Branding — ใช้เสียง สี กลิ่น หรือประสบการณ์ที่สม่ำเสมอ สร้าง brand memory ได้ลึกซึ้ง (Nørsgaard, n.d.; Šola, 2025)
🎓Consistent Brand Voice & Values — การสื่อสารจุดยืนและบุคลิกภาพของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอช่วยเสริม brand recognition โดยไม่ต้องโชว์โลโก้ (Zhang & Abdullah, 2025; Jbara, 2026)

วิธีปฏิบัติจริงที่เวิร์ค:
-สร้างคอนเทนต์ที่เล่าเรื่องราวของลูกค้า หรือจุดยืนของแบรนด์
-ใช้สี ประเภทฟอนต์ และสไตล์ภาพถ่ายที่เป็นเอกลักษณ์
-สร้างประสบการณ์ผ่าน Packaging, Sound, หรือ Community
-เน้น Purpose-Driven Content ที่ผู้บริโภคเชื่อมโยงกับค่านิยม

สรุป: โลโก้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแบรนด์ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำได้คือ ความรู้สึก ความหมาย และประสบการณ์ ที่แบรนด์สร้างขึ้น (Hwang, 2025; Cui, 2024) ในปี 2026 แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่ “ฝัง” ตัวเองในใจลูกค้าได้ แม้ไม่มีโลโก้โผล่มาบนหน้าจอ

🎓 อยากเรียนรู้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์แบบลึก ๆ และนำไปใช้จริง?
MBA มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น พร้อมพัฒนาคุณให้เป็นผู้นำธุรกิจยุคใหม่
จุดเด่น:
👉เรียนกับ CEO และผู้นำธุรกิจตัวจริง
👉เน้น AI + นวัตกรรม ปฏิบัติได้ทันที
👉ไม่ต้องท่องจำ เน้นคิด วิเคราะห์ และลงมือทำ
👉จบภายใน 1 ปี
👉เรียนแบบ Hybrid ยืดหยุ่นสำหรับคนทำงาน

📍 เปิดรับสมัครแล้ว!
👉 Comment “MBA” หรือ Inbox เราจะส่งรายละเอียดให้ทันที
#การตลาด2026

การตลาดทุเรียน 100
29/04/2026

การตลาดทุเรียน 100

วิเคราะห์ 6 กลยุทธ์ พิมรี่พาย ไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 ดึงคนดูทะลุ 800,000 คนได้ยังไง?
ขึ้นไลฟ์กันไปสดๆร้อนๆในช่วงค่ำของวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ไลฟ์สด ของ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์เบอร์ต้นของไทย เปิดคลังไลฟ์ขาย "ทุเรียนลูกละ 100 บาท" ตามที่ได้ประกาศเอาไว้จริงๆ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเรียกได้ว่าสร้างสถิติใหม่ให้กับวงการ Live Commerce ของไทยเลยทีเดียวด้วยยอดผู้ชมไลฟ์สดพร้อมกันทุกช่องทาง พุ่งสูงสุดทะลุ 800,000 คน
ภายในไลฟ์ พิมรี่พายทำตามสัญญาโดยการเปิดขายทุเรียนในราคาเริ่มต้นลูกละ 100 บาทจริงๆ เพื่อใช้เป็นสินค้า Magnet เรียกยอดคนดูและยอดแชร์ในช่วงแรก
หลายคนตั้งคำถามว่า ทุเรียนหมอนทองน้ำหนักเฉลี่ย 2 กิโลกรัม ต้นทุนหน้าสวนก็ปาเข้าไปเกิน 200 บาทแล้ว การนำมาขายในราคา 100 บาท ย่อมหมายถึงการ "ขาดทุน" ตั้งแต่ยังไม่เริ่มส่ง
แล้วพิมรี่พายทำได้ยังไง? คำตอบของเรื่องนี้คือกลยุทธ์ 6 ข้อ เบื้องหลัง Live ขายทุเรียนครั้งนี้
[ 1. สร้างกระแส Pre-Live Hype & Earned Media ]
ยอดคนดูระดับ 8 แสนคน เกิดขึ้นได้เพราะการจุดพลุสร้างกระแสมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า
โดยพิมรี่พายได้ดึงเอา คุณศุภจี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาร่วมทำคอนเทนต์โปรโมต
พร้อมประกาศว่าจะขายทุเรียนเกรด A จากปกติลูกละ 600-700 บาท มาขายเพียง 100 บาท โดยจะขายทุเรียนจำนวน 1 ล้านลูก
การประกาศครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล และกลายเป็นกระแสดราม่าขนาดย่อมๆ บนโลกออนไลน์
โดยมีทั้งกลุ่มที่เชียร์รอ CF และกลุ่มที่ตั้งคำถามในวงกว้างว่า การดัมพ์ราคาขายทุเรียนเกรดพรีเมียมในราคาถูก จะส่งผลกระทบต่อกลไกราคาตลาดหรือไม่
แต่หากมองในมุมการตลาด นี่คือกลยุทธ์การตลาดที่ประสบความสำเร็จมากๆก็ว่าได้ เพราะยิ่งมีกระแสพูดถึงหรือเกิดการถกเถียงกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนสนใจและแห่เข้ามารอหน้าจอเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
ซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์ได้ด้วยตัวเลข เพราะหากกางข้อมูลจากเครื่องมือ Zocial Eye ของ WiseSight จะพบว่าการสร้างกระแสก่อนไลฟ์สามารถกวาดความสนใจไปได้อย่างถล่มทลาย
โดยในช่วงระหว่างวันที่ 26-28 เมษายน กวาดเอนเกจเมนต์รวมจากทุกช่องทาง พุ่งทะลุไปกว่า 4,011,821 เอนเกจเมนต์ ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะมาสร้างปรากฏการณ์คนดู 8 แสนคนในการไลฟ์ค่ำคืนที่ผ่านมา
[ 2. กลยุทธ์ Loss Leader ยอมขาดทุนเพื่อดึงทราฟฟิก ]
ทุเรียน 100 บาททำหน้าที่เป็น "สินค้าหัวหอก" (Loss Leader) ที่แบรนด์ยอมหั่นราคาจนขาดทุน เพื่อใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนหลักแสนให้เข้ามารอหน้าจอไลฟ์สด
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าบอกว่ามีทุเรียนถูกๆ มาขาย คนจะสนใจแค่ไหน? แต่พอระบุชัดเจนว่า ทุเรียนเกรด A ลูกละ 600 บาท เอามาขาย 100 บาท! ความน่าสนใจจะเพิ่มขึ้นแบบสุดๆ
ซึ่งจากบรรยากาศในไลฟ์สด เราจะเห็นเทคนิคการตั้งราคาแบบขั้นบันไดอย่างชัดเจน พิมรี่พายเริ่มเปิดรหัส CF ด้วยทุเรียนราคา 100 บาท เพื่อดึงให้คนรีบกดแชร์และพิมพ์คอมเมนต์แย่งกันจนกระแสไหลลื่น
ก่อนจะค่อยๆ ขยับไซส์และเกรดทุเรียน พร้อมกับไล่ระดับราคาขึ้นไป เช่น 300 บาท, 500 บาท และไปจบที่ทุเรียนเกรดพรีเมียมลูกใหญ่ในราคาราว 700 กว่าบาท ซึ่งเป็นราคาตลาดที่แบรนด์ได้กำไรคืนมา
กลไกนี้ทำให้คนที่พลาดราคา 100 บาท เกิดอาการติดลม อยากกินจนยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น และเมื่อคนมารวมตัวกันจำนวนมหาศาล โอกาสในการขายสินค้าอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นทวีคูณเช่นกัน
[ 3. Customer Acquisition Cost (CAC) ที่คุ้มค่า ]
แทนที่จะนำงบการตลาดหลักสิบล้านไปจ่ายเป็นค่าแอดโฆษณา (Ads) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน
พิมรี่พายเลือกที่จะนำงบส่วนนั้นมาอุดหนุน (Subsidize) เป็นส่วนต่างการขาดทุนของค่าทุเรียน
วิธีนี้ถือเป็นการ "ซื้อ" ฐานลูกค้าใหม่และทราฟฟิกที่จับต้องได้จริง คนที่เข้ามากด CF ทุเรียนในค่ำคืนนี้ แน่นอนต้องมีข้อมูลส่วนตัว ทำให้แบรนด์ได้ฐานข้อมูลลูกค้าใหม่มหาศาล
และแน่นอนว่าวิธีการนี้ส่งผลให้มี Conversion Rate สูงกว่าการยิงแอดทั่วไปหลายเท่า เพราะลูกค้าเข้ามาด้วยความตั้งใจที่จะซื้อของอยู่แล้ว
[ 4. Cross-selling ขั้นเทพ สลับขายของกำไรสูง ]
นี่คือความแพรวพราวที่เกิดขึ้นจริงในไลฟ์สด เพราะในจังหวะที่ผู้ชมกว่า 8 แสนคนกำลังเครื่องติดและเฝ้ารอให้เปิดรหัส CF ทุเรียนราคาถูกรอบต่อไป
พิมรี่พายได้ใช้จังหวะเวลานี้สลับเอาสินค้าอื่นๆ อย่าง "ทุเรียนกวน”, "ทุเรียนทอด" “สาหร่ายทอด” "กุนเชียง" รวมไปถึง "ครีมทาผิว" มาเปิดขายคั่นจังหวะเพื่อดูดกำลังซื้อด้วย
กลยุทธ์นี้หลายๆร้านหลายๆแบรนด์ที่ทำ Live ก็ใช้วิธีการนี้ในการพ่วงขายสินค้าอื่นๆของแบรนด์ไปด้วย
และกำไรจากสินค้าเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จและคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
[ 5. สร้าง Emotional Connection ดึงคนดู ]
อีกหนึ่งเทคนิคที่ทำให้คนดูหลักแสนยอมนั่งเฝ้าหน้าจอกันยาวๆ ตลอดค่ำคืน คือการสร้าง "ความรู้สึกร่วม" ให้เกิดขึ้นตลอดการไลฟ์
พิมรี่พายใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ดึงอารมณ์คนดูได้อย่างอยู่หมัด เช่น การเชิญชาวสวนทุเรียนตัวจริงที่แปรรูปทุเรียนกวน ซึ่งขับรถยาวนานกว่า 16 ชั่วโมงมาออกกล้องด้วยตัวเอง
ยังมีแม่ค้าขายทุเรียนทอดที่พ่อเป็นคนทอดเองและกำลังป่วย ซึ่งเรื่องราวนี้ถึงกับเรียกน้ำตาให้กับพิมรี่พายกลางไลฟ์
พร้อมทั้งประกาศย้ำๆ อยู่เสมอว่าแคมเปญนี้ทำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสวนทุเรียนอย่างแท้จริง ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าการซื้อครั้งนี้ไม่ได้แค่ของถูก แต่ได้ช่วยคนจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้จิตวิทยาความโปร่งใส โชว์ความจริงใจด้วยการบอกต้นทุนกันแบบตรงๆ ทั้งต้นทุนสินค้า ค่าภาษี บวกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต่างๆ ให้คนดูเห็นตัวเลขชัดๆ ก่อนที่จะประกาศราคาขายจริงที่ดึงดูดใจ
ไม่เท่านั้นเมื่อมีเสียงวิจารณ์เชิงท้าทายว่า "ถ้าอยากช่วยเกษตรกรจริงๆ ปุ๋ยมันแพง ทำไมไม่เอาปุ๋ยมาขายบ้างล่ะ?"
พิมรี่พายก็โชว์ความจริงใจขั้นสุดด้วยการเอา "ปุ๋ย" มาเปิดขายในราคาถูกให้เห็นกันกลางไลฟ์ไปเลยจริงๆ
สิ่งเหล่านี้สร้างความเป็น Entertainment ที่ทำให้ไลฟ์สดมีมิติ ดูจริงใจ ไม่น่าเบื่อ และยังทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและตรึงคนดูให้ลุ้นตามจนแห่กด CF กันแบบไม่กล้าออกจากไลฟ์เลยทีเดียว
[ 6. Order Management System ที่ลื่นไหล ]
เบื้องหลังความสำเร็จของการไลฟ์แบบนี้ คือการทำงานหลังบ้าน หรือ Order Management System (OMS) ที่แข็งแกร่งสุดๆ
ลองนึกภาพตามว่าเมื่อมียอดคนดูทะลุ 800,000 คน ทันทีที่เปิดรหัส "ท1" มีคนนับหมื่นกระหน่ำพิมพ์คอมเมนต์ CF เข้ามาพร้อมกันในเสี้ยววินาที
หากใช้แอดมินนั่งไล่ตอบทีละแชท ระบบคงล่มและออเดอร์คงตกหล่นมหาศาล
แต่ด้วยระบบดูดคอมเมนต์ที่แม่นยำ ทันทีที่ลูกค้าพิมพ์รหัสถูกต้อง ระบบจะทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) เริ่มตั้งแต่การดูดคอมเมนต์ ตัดสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันปัญหาขายของเกินสต็อก
จากนั้นทักอินบ็อกซ์ส่งลิงก์สรุปยอดให้ลูกค้าโอนเงิน ไปจนถึงการออกบิลและพรินต์ใบปะหน้าพัสดุเตรียมแพ็กส่ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
ทำให้การขายหน้ากล้องลื่นไหล และเปลี่ยนทราฟฟิกมหาศาลให้กลายเป็นเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้แบบไม่สะดุด
แคมเปญนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ในโลกของการทำไลฟ์ การตั้งราคาไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องของต้นทุนและกำไรต่อชิ้นเสมอไป
แต่สิ่งนี้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารทราฟฟิกและจิตวิทยาผู้บริโภค เพื่อสร้างผลกำไรในภาพรวมของธุรกิจได้แบบเนียนๆนั่นเอง
#พิมรี่พาย #ศุภจี #ทุเรียนลูกละ100

27/04/2026

วิธีใช้ ChatGPT จำลอง Storyboard ทำโฆษณา ให้ทุกคนเข้าใจภาพตรงกัน ตั้งแต่แรก | BrandCase

ปัญหาที่คนทำคอนเทนต์หรือเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเจอคือ เวลาจะไปเสนอไอเดียคลิปวิดีโอสั้นให้ลูกค้า หรือทำเล่าภาพคร่าว ๆ ของคอนเทนต์ให้คนในทีมฟัง
จะอธิบายยาก เพราะไม่เห็นภาพตรงกันตอนยังไม่เริ่มถ่าย

ทีนี้จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเห็นภาพตรงกับเรา 100% แบบเก็ตไอเดียได้ทันที ตั้งแต่ยังไม่ลงมือถ่ายจริง

ปกติแล้วการจะทำ Storyboard สักชิ้น อาจจะต้องอาศัยการจ้างกราฟิก ที่อาจจะมีต้นทุนและใช้เวลาวาดหลายวัน แถมถ้าลูกค้าไม่ซื้อไอเดียเงินและเวลาที่ลงทุนไปก็จะสูญเปล่า

BrandCase ลองใช้ ChatGPT ช่วยเรื่องนี้
แล้วได้ผลลัพธ์ว่า ช่วยวางโครงสร้างและจำลอง Storyboard เบื้องต้น ให้เสร็จได้ภายในไม่กี่นาที

แล้วเราต้อง Prompt อย่างไร ?
BrandCase สรุปให้แบบเข้าใจง่าย ๆ

เริ่มจากใช้โครงสร้าง 7 ข้อนี้ เติมข้อมูลลงไป แล้วกดส่งให้ ChatGPT สร้าง Storyboard ให้ทันที
1.ชื่อสินค้าหรือชื่อแบรนด์ ต้องระบุให้ชัดเจน เพื่อให้ Chat GPT เข้าใจบริบท
2. จุดขายหลัก โดยเลือกมาเพียง 1-3 ข้อ ที่อยากสื่อสารในคลิป
3. ความยาวของคลิปเช่น 15 วินาที หรือ 30 วินาที เพื่อให้ Chat GPTคำนวณจำนวนซีนได้พอดี
4. โทนงาน เช่น สดใส, Premium, Cute, Funny หรือ Luxury
5. คาแรกเตอร์พรีเซนเตอร์ เช่น วัยรุ่นพนักงานออฟฟิศ หรือ คนรักสุขภาพ
6. บทสรุป ฉากจบอยากให้คนดูทำอะไร เช่น ซื้อเลย, ลองเลย, หาซื้อได้ที่ไหน
7. แพลตฟอร์ม ให้ระบุไปเลยว่าทำลง TikTok, FB หรือ IG Reels เพื่อให้ได้จังหวะการตัดต่อที่เหมาะกับธรรมชาตินั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น
“ใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างรูปภาพ Storyboard โฆษณาให้หน่อย
1.ชื่อแบรนด์: BrandCase ขายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ
2. จุดขายหลัก: ไม่ใส่น้ำตาลและธรรมชาติ100%
3. ความยาวของคลิป : 15 วินาที
4. โทนงาน : Premium และ Luxury
5. คาแรกเตอร์พรีเซนเตอร์ : คนรักสุขภาพ หรือ คนออกกำลังกาย
6. บทสรุป : หาซื้อได้ที่ร้านขายของชำทั่วตำบล
7. แพลตฟอร์ม : TikTok”

ซึ่งข้อดีของการใช้ ChatGPT ในการจำลองภาพ คือช่วยประหยัดเวลา
และลดต้นทุนค่าดราฟต์ Storyboard เพื่อนำไปเสนอไอเดียเบื้องต้นได้

แต่อาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ตรงที่หากสั่งให้ AI ใส่ตัวอักษรภาษาไทยลงไปในภาพ
ตัวอักษรอาจจะยังมีความผิดเพี้ยนและอ่านไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง..

ที่อยู่

Www. Facebook. Com/mkfeu
Chiang Mai
50100

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ การตลาดมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์