18/05/2026
🔴 เดิมพัน 200 ล้านของ “เอพริล เบเกอรี่” กับก้าวต่อไปที่ใหญ่กว่าแค่การขายขนม
เมื่อธุรกิจเติบโตจนภาพลักษณ์เดิมไม่สามารถสะท้อนขนาดและศักยภาพในปัจจุบันได้อีกต่อไป
“เอพริล เบเกอรี่” (April’s Bakery) ภายใต้การนำของ “นางกนกกัญจน์ มธุรพร” ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 16 ปี เพื่อรีแบรนด์ครั้งใหญ่
คลอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานองค์กรใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ภาพลักษณ์ไปจนถึงระบบหลังบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การระดมทุน IPO ในปี 2572
ซึ่งนี่คือภาพรวมทิศทางธุรกิจ การปรับโครงสร้างรายได้ และแผนขยายกิจการ ที่สะท้อนก้าวสำคัญขององค์กรได้อย่างชัดเจน
🔴 จุดยืนใหม่ “Masstige” แข่งขันด้วยประสบการณ์ไม่ใช่แค่ราคา
เริ่มต้นที่จิ๊กซอว์ตัวแรกอย่างการปรับภาพลักษณ์ นางกนกกัญจน์ ระบุว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “The Blessing City” เพื่อปรับเปลี่ยนภาพจำให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น
โดยวางจุดยืนแบรนด์ไว้ที่กลุ่ม “Masstige” (Mass + Prestige) หรือสินค้าพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ เนื่องจากตลาดเบเกอรี่ในปัจจุบันผู้บริโภคมองหา “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับรสชาติ
ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนกลยุทธ์จากการแข่งขันด้วยโปรดักต์และราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่
เช่น การปรับให้หน้าร้านทุกสาขาเป็นรูปแบบ “อบสดใหม่” (Freshly Baked) เพื่อมัดใจลูกค้าและปูทางจากการเป็น Local Brand สู่ Regional Brand
🔴 เป้าหมายการเงิน และ Roadmap สู่ IPO ปี 2572
นอกจากนี้ เอพริล เบเกอรี่ ยังวางเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,700 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30% จากปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 1,300 ล้านบาท
ซึ่งไตรมาสแรกสามารถทำรายได้ไปแล้วกว่า 425 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดเบเกอรี่ให้ถึง 4%
ขณะที่เป้าหมายระยะยาว บริษัทมองว่าจะสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20-30% ต่อปี และกำไรเติบโต 15% ต่อปี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายรายได้ 2,500 ล้านบาท ในปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
🔴 ปรับพอร์ตรายได้ ลดการพึ่งพาช่องทางเดียว และลุยขยายสาขา
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินดังกล่าว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการปรับโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันช่องทางหลักของแบรนด์พึ่งพาร้าน 7-Eleven สูงถึง 80% และมาจากหน้าร้านของตัวเองเพียง 20%
บริษัทจึงมีแผนกระจายความเสี่ยงและสร้างความแข็งแกร่งให้ช่องทางของตัวเอง โดยตั้งเป้าว่าก่อนปี 2572 สัดส่วนรายได้จะต้องเปลี่ยนเป็น 7-Eleven 60% และหน้าร้าน 40%
เมื่อเป้าหมายคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากหน้าร้านตัวเอง งบลงทุน 200 ล้านบาทที่เตรียมไว้ จึงถูกนำมาใช้ลุยขยายสาขาในกรุงเทพฯ กว่า 100 แห่ง
โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 40 สาขา แบ่งเป็นลงทุนเอง 20 สาขา และแฟรนไชส์ 20 สาขา ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จะเปิดเพิ่มอีกราว 20 สาขา และตั้งเป้าให้ทะลุ 100 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2572
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าดันยอดขายต่อสาขาให้เติบโตขึ้นควบคู่กันไป จากเดิม 15,000 บาท/สาขา/วัน เป็น 50,000 บาท/สาขา/วัน ผ่านการปรับโฉมร้านให้เป็นแบบอบสดใหม่ทั้งหมด จากปัจจุบันมีโมเดลนี้อยู่ที่สาขาเจริญกรุงเพียงแห่งเดียว
ขณะที่ช่องทาง 7-Eleven แม้จะถูกลดสัดส่วนลงในอนาคต แต่ยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญ ปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ย 270,000 ชิ้นต่อวัน มีสินค้าวางจำหน่าย 15 รายการ และจะใช้วิธีดึงดูดลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยการออกสินค้าใหม่สัปดาห์ละ 1 รายการ
🔴 สินค้า กำลังการผลิต และ Mega Factory
นอกเหนือจากการขยายช่องทางจำหน่ายแล้ว หัวใจสำคัญอย่างตัวสินค้าก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
โดยปัจจุบันแบรนด์มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอมากกว่า 130 รายการ และกระตุ้นตลาดด้วยการออกสินค้าใหม่ถึง 15 รายการต่อเดือน โดยกว่า 20% เป็นสินค้ากลุ่มสุขภาพเพื่อรับเทรนด์ Wellness
โดยสินค้าขายดี 3 อันดับแรก คือ 1. เปี๊ยะโมจิลาวา 2. ช็อกโกแลตดูไบ 3. เค้กทุบดูไบช็อกโกแลต
ทั้งนี้ เพื่อรองรับปริมาณการขายและความต้องการของตลาดที่ขยายตัว ปัจจุบันบริษัทมียอดขายเฉลี่ย 180,000 กล่อง/วัน (720,000 ชิ้น) ขณะที่โรงงานทั้ง 9 แห่งมีกำลังการผลิตรองรับได้ถึง 400,000 กล่อง/วัน หรือประมาณ 1,600,000 ชิ้นต่อวัน
ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงตรึงราคาสินค้าไว้ได้ ซึ่งในอนาคตหากบริษัทสามารถเข้า IPO ได้สำเร็จ
บริษัทก็มีแผนที่จะยุบรวมโรงงานทั้ง 9 แห่ง เพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งเดียว บนพื้นที่ 20 ไร่ย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อรองรับการผลิตในประเทศและส่งออกไปอีก 10 ปีข้างหน้า
🔴 การยกระดับองค์กร และบุกตลาดต่างประเทศ
ซึ่งจากกำลังการผลิตระดับโรงงานขนาดใหญ่ที่วางแผนไว้นี้ เชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
โดยปัจจุบันยอดขายของแบรนด์มาจากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% ซึ่ง เอพริล เบเกอรี่ ได้เริ่มเข้าไปทำตลาดในเกาหลีใต้และไต้หวันผ่านรูปแบบ OEM แล้ว
เป้าหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดหน้าร้านในต่างประเทศในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนไทยในต่างประเทศติดต่อขอเปิดสาขาแล้ว
ขณะเดียวกัน ภายในองค์กรก็มีการนำ AI และ Data มาใช้ในทีมการตลาดมากขึ้น รวมถึงมีการส่งบุคลากรไปอบรมวิทยาการทำขนมใหม่ๆ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่อง
และเพื่อเร่งสปีดการขยายธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมาย นอกจากการเติบโตด้วยตัวเอง (Organic Growth) แล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาควบรวมกิจการ (M&A) กับพันธมิตรหลายราย ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า
ทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ “เอพริล เบเกอรี่” กำลังต่อยอด เพื่อก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแบรนด์ขนม สู่การเป็น Lifestyle Bakery ที่อยู่คู่กับคนไทย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในแง่ของผลกำไรและความแข็งแกร่งของแบรนด์