ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย

ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย Centre for Cutural Studies and Contemporary city
Faculty of Social Sciences, Chiang Mai University

22/05/2026

📖✨ ชวนรับชมไลฟ์
รศ.ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว
พูดถึงงาน “ตานธรรม”
ในวาระ ๑๐๐ ปี วัดพระสิงห์หลวง เชียงใหม่
พร้อมเรื่องราวหนังสือ “โลกวินัย” ✨

📖✨ผู้ที่สนใจสามารถ Pre-Order หนังสือ “โลกวินัย”
หนังสือปริวรรตจากเอกสารใบลานครูบาศรีวิไชย ซึ่งจดจารโดยครูบาศรีวิไชย ตั้งแต่ ปี 2462-2464/5

คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขอเชิญผู้สนใจร่วมสั่งจองหนังสือ (Pre-Order) เพื่อร่วมสืบสานองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาล้านนา

📅 พร้อมร่วมงาน “ตานธรรม”
✨ ในวาระ 100 ปี การบูรณะวัดพระสิงห์หลวง เชียงใหม่ โดยครูบาศรีวิไชย
ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่

⏳ เปิดรับจองถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เท่านั้น
หลังจากวันดังกล่าวจะไม่มีการจัดพิมพ์เพิ่มเติม

💰 ร่วมทำบุญเพื่อรับหนังสือ เล่มละ 269 บาท
หรือร่วมทำบุญงานบุญประเพณี “ตานธรรม” ตามกำลังศรัทธา

💳 โอนเงินได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เลขที่บัญชี 667-293630-8
ชื่อบัญชี “คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”

📩 ส่งหลักฐานการโอนเงิน: [email protected]
📦 รับหนังสือภายในงาน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ โทร. 053-943528

🧡🧡 อาจารย์ ดร.สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้เขีย...
22/05/2026

🧡🧡 อาจารย์ ดร.สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้เขียนบท

"การทำงานภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาบนพื้นที่พรมแดนที่ทับซ้อน"

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหนังสือเล่มใหม่จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC

👩‍🦰👱‍♀️หนังสือ "เรื่องของ “ฉัน”: ผู้หญิง สนาม และความทับซ้อน"

บรรณาธิการ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ปั้นลี้
ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ปั้นลี้ , อาจารย์ ดร.สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล , ช้องนาง ลิขิตตระการ , และอาจารย์ ดร.ศิริจินดา ทองจินดา

“อยู่ฟังต่อไหม วัยนี้แล้วไม่น่าต้องรีบไปรับลูก” คำถามธรรมดาในห้องประชุม กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อโลกวิชาการและการทำงานภาคสนามของนักวิจัยหญิง ว่าเหตุใด “ตัวตน” ของผู้วิจัยจึงมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อ “ความเป็นกลาง” และเหตุใดประสบการณ์ ความรู้สึก หรือความเปราะบางของผู้หญิงในสนาม จึงมักถูกทำให้เงียบหายไปจากงานวิชาการ

📖📖 หนังสือ “เรื่องของ ‘ฉัน’: ผู้หญิง สนาม และความทับซ้อน” ชวนผู้อ่านสำรวจประสบการณ์ของนักวิจัยหญิงผ่านการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยา ทั้งความโดดเดี่ยว ความกดดัน การต่อรองอำนาจ และความพยายามพิสูจน์ตัวเองในโลกวิชาการที่ยังเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว แต่ยังเป็นการตั้งคำถามต่อกระบวนการสร้างความรู้ ว่าใครมีสิทธิพูด และเรื่องเล่าแบบใดที่ถูกยอมรับว่า “น่าเชื่อถือ”

ภายใต้เรื่องเล่าของผู้หญิงหลากหลายคน หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดพื้นที่ให้เสียงที่เคยถูกทำให้เงียบได้ถูกมองเห็น และชวนให้ “เรื่องของฉัน” กลายเป็นบทสนทนาร่วมเกี่ยวกับเพศสภาวะ อำนาจ และความเป็นมนุษย์ในโลกวิชาการและสังคมร่วมสมัย

ราคา : 320 บาท 💸
จำนวน : 224 หน้า 📚

สั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ 👉👉 https://shop.sac.or.th/th/product/199/

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#เรื่องของฉัน #ผู้หญิงสนามและความทับซ้อน #หนังสือใหม่ #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

วางจำหน่ายเเล้ว ❗
หนังสือใหม่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ✨
เรื่องของ “ฉัน”: ผู้หญิง สนาม และความทับซ้อน
บรรณาธิการ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ปั้นลี้
ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ปั้นลี้ , อาจารย์ ดร.สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล , ช้องนาง ลิขิตตระการ , อาจารย์ ดร.ศิริจินดา ทองจินดา
ราคา : 320 บาท
จำนวน : 224 หน้า
สั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ 👉 https://shop.sac.or.th/th/product/199/
สารบัญ
บทนำ
- ปิยรัตน์ ปั้นลี้
การทำงานภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาบนพื้นที่พรมแดนที่ทับซ้อน
- สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์
ภาคสนามข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา: อัตลักษณ์ทับซ้อนของเพศภาวะและชาติพันธุ์ใชาติพันธุ์วรรณนาแบบติดตาม
- บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล
ความเป็นเควียร์และการนิยามความเป็นเควียร์ในพื้นที่ภาคสนาม
- ช้องนาง ลิขิตตระการ
รุก “สนาม” ในนามมานุษยวิทยา เขียนสนามในนามศักดินาแห่งความเป็นอื่น
- ศิริจินดา ทองจินดา
เมื่อความรู้มีเพศและวัย: “ฉัน” ในสนามที่มองกลับมา
- ปิยรัตน์ ปั้นลี้
บทส่งท้าย
- ศิริจินดา ทองจินดา
“อยู่ฟังต่อไหม วัยนี้แล้วไม่น่าต้องรีบไปรับลูก” คำถามธรรมดาในห้องประชุม กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อโลกวิชาการและการทำงานภาคสนามของนักวิจัยหญิง ว่าเหตุใด “ตัวตน” ของผู้วิจัยจึงมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อ “ความเป็นกลาง” และเหตุใดประสบการณ์ ความรู้สึก หรือความเปราะบางของผู้หญิงในสนาม จึงมักถูกทำให้เงียบหายไปจากงานวิชาการ
หนังสือ “เรื่องของ ‘ฉัน’: ผู้หญิง สนาม และความทับซ้อน” ชวนผู้อ่านสำรวจประสบการณ์ของนักวิจัยหญิงผ่านการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยา ทั้งความโดดเดี่ยว ความกดดัน การต่อรองอำนาจ และความพยายามพิสูจน์ตัวเองในโลกวิชาการที่ยังเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว แต่ยังเป็นการตั้งคำถามต่อกระบวนการสร้างความรู้ ว่าใครมีสิทธิพูด และเรื่องเล่าแบบใดที่ถูกยอมรับว่า “น่าเชื่อถือ”
ภายใต้เรื่องเล่าของผู้หญิงหลากหลายคน หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดพื้นที่ให้เสียงที่เคยถูกทำให้เงียบได้ถูกมองเห็น และชวนให้ “เรื่องของฉัน” กลายเป็นบทสนทนาร่วมเกี่ยวกับเพศสภาวะ อำนาจ และความเป็นมนุษย์ในโลกวิชาการและสังคมร่วมสมัย
#เรื่องของฉัน #ผู้หญิงสนามและความทับซ้อน #หนังสือใหม่ #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

19/05/2026
👚👖ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การกลับมาของแฟชั่น Y2K ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของวัยรุ่นไทยอย่างเด่นชัด อาทิ ใ...
19/05/2026

👚👖ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การกลับมาของแฟชั่น Y2K ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของวัยรุ่นไทยอย่างเด่นชัด อาทิ ในเมืองเชียงใหม่ที่พื้นที่ประเภทคอมมูนิตี้มาร์เก็ต ร้านเสื้อผ้าวินเทจ และวัฒนธรรมการแต่งตัว ได้ค่อย ๆ เติบโตขึ้น พร้อมกับการแสวงหา “ความเป็นตัวของตัวเอง” ของคนรุ่นใหม่ โดยเสื้อ Baby Tee กางเกงเอวต่ำ เสื้อผ้ามือสอง หรือสไตล์การแต่งตัวที่ดู “ไม่ไปตามยุคสมัย” ในสายตาคนภายนอกนั้นกลับถูกทำให้กลายเป็นภาษาสำคัญในการสื่อสารตัวตนและจุดยืนบางอย่างของวัยรุ่น Gen Z ที่พยายามประกาศความแตกต่างผ่านการแต่งกายของตนเองภายใต้แฟชั่นที่ได้เลือกสรรค์

👠💄อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพของเสรีภาพและความมั่นใจเหล่านั้น สิ่งที่น่าสนใจและน่าฉุกคิดมากที่สุดอาจไม่ใช่เพียงว่า “วัยรุ่นกำลังแต่งตัวแบบไหน” แต่คือ “เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกว่าสิ่งนั้นคือความเป็นตัวเอง” เพราะเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เราอาจพบว่าแม้แต่รสนิยมที่ดูเป็นอิสระที่สุด ก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวจากสังคม หากแต่ถูกหล่อหลอมผ่านกลุ่มเพื่อน คอมมูนิตี้ วัฒนธรรมการบริโภค ตลอดจนโครงสร้างบางอย่างที่ค่อย ๆ กำหนดว่าอะไรคือ “ความเท่” และอะไรคือสิ่งที่ควรค่าแก่การยอมรับในสนามแฟชั่นร่วมสมัย

🩷🩷บทความชิ้นนี้จึงพยายามชวนผู้อ่านมองปรากฏการณ์แฟชั่น Y2K ของวัยรุ่นเชียงใหม่ผ่านแนวคิดของ Pierre Bourdieu เพื่อสำรวจว่า ภายใต้เสื้อผ้าที่ดูเหมือนการแสดงออกอย่างเสรีนั้น แท้จริงแล้วอาจมีกลไกของอำนาจ รสนิยม ทุน และโครงสร้างทางสังคมบางอย่างกำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง เพราะในบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ตัวของตัวเอง” มากที่สุด อาจเป็นผลผลิตจากสังคมที่แนบเนียนที่สุดเช่นกัน

ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย ขอนำเสนอบทความ "เราเลือกแฟชั่น หรือแฟชั่นเลือกเรา?: วิพากษ์ ‘ตัวตน’ บนแฟชั่น Y2K ของ Gen Z ในเชียงใหม่ ผ่านแว่นตาของ Pierre Bourdieu"

ผลงานนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคการศึกษาที่ 2/2568 จากรายวิชา 159434 วัฒนธรรมศึกษา อาจารย์ผู้สอน: รศ. ดร. วสันต์ ปัญญาแก้ว บทความดังกล่าวเขียนโดย

จรรยารัตน์ อุ่นมาก
จิรประภา บุตรใจ
ณัฏฐชญา เทพจักร์
พัชรดนัย เกียรติเพชรรัชดิ์
สุภาภรณ์ ตาลทอง

👍👍👍🫶🫶🫶👏👏👏
ผู้ที่สนใจสามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ 👉👉 https://drive.google.com/file/d/1AeDDm9Keks2CsfCDjsu06eTU1JVRpgiu/view?usp=drivesdk
-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

ประเดิมรายการใหม่และต้อนรับ Pride month กับการรีวิวหนังสือเล่มใหม่จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC นั่นก็คือหนังสือ "เค...
16/05/2026

ประเดิมรายการใหม่และต้อนรับ Pride month กับการรีวิวหนังสือเล่มใหม่จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC นั่นก็คือ

หนังสือ "เควียร์ศึกษากับมานุษยวิทยา"
ผู้เขียน: ดร. นฤพล ด้วงวิเศษ

นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (2569). เควียร์ศึกษากับมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

🏳️‍🌈 🏳️‍🌈 🏳️‍🌈

Host : Sitanun Suwunnasin
Guest : Teerapat Kachantornpak (MA Student, So-Anthro CMU)
Audio Support : Department of Sociology and Anthropology, CMU

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#เควียร์ศึกษากับมานุษยวิทยา #เควียร์

นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (2569). เควียร์ศึกษากับมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: ศูน...

"เจนตริฝุ่นเคชั่น: บอกลา PM 2.5 ประจำปี 2569 ในภาคเหนือ"ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับช่วงวิกฤตหมอกควัน PM 2.5 ของปี 2569...
12/05/2026

"เจนตริฝุ่นเคชั่น: บอกลา PM 2.5 ประจำปี 2569 ในภาคเหนือ"

ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับช่วงวิกฤตหมอกควัน PM 2.5 ของปี 2569 ที่รุนแรงหนักหน่วง ค่าฝุ่น PM 2.5 สร้างสถิติพุ่งทะลุไปจนถึงค่าหลักพัน หลังจากการเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนภาคเหนือ (และภาคอื่น ๆ) ที่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอดและไม่ต้องใส่หน้ากากกันฝุ่น N95 กันอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างรุนแรงที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กมักพุ่งสูงเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงด้านสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเริ่มเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และพื้นที่เมืองในลักษณะที่ซับซ้อนมากขึ้น หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือการเกิด Gentrification รูปแบบใหม่ที่มีความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศ และกลุ่มทุนภายนอกพื้นที่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจอธิบายได้ผ่านแนวคิด “Environmental Gentrification” หรือการเปลี่ยนแปลงเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาโดยนักวิชาการด้านเมืองและสิ่งแวดล้อมหลายคน เช่น การศึกษาของ Hollis Hutchings และคณะ ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเจนตริฟิเคชั่นและปัญหามลภาวะทางอากาศของเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และ การศึกษาของ Kyung Hwa Jung ซึ่งศึกษาผลกระทบของการเกิด Gentrification ต่อระดับมลพิษทางอากาศและดัชนีโอกาสของเด็กบริเวณใกล้โรงเรียนในนิวยอร์ก เป็นต้น แต่ในกรณีของเมืองเชียงใหม่ มลภาวะทางอากาศอาจไม่ได้เกิดจากแหล่งปล่อยควันพิษในเมืองโดยตรง หากแต่เกิดจากการเผาเพื่อแผ้วถางพื้นที่การเกษตรในระดับอุตสาหกรรม ไฟป่าที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของประเทศไทย และยังเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ควันพิษเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มทุนในตัวเมืองเชียงใหม่โดยตรง แต่เกิดจากการกระทำของกลุ่มทุนภายนอกที่สร้างผลกระทบต่อคนทั้งภาคเหนือ (และภาคอื่น ๆ) ผู้สั่งการให้เกิดการเผาพื้นที่ทางการเกษตรระดับอุตสาหกรรมก็อาจเป็นนายทุนที่อาศัยอยู่ในเมืองศูนย์กลางอย่างกรุงเทพมหานคร อยู่ต่างประเทศ หรือสามารถเดินทางออกนอกประเทศเพื่อ “เปลี่ยนบรรยากาศ” ได้อย่างไม่ยากเย็น และคนกลุ่มนี้ยังคงเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวหรือหลีกหนีจากปัญหาได้ง่ายว่ากลุ่มทุนขนาดเล็กและคนทั่วไปในพื้นที่ จะเห็นว่าปัญหา PM 2.5 ทำให้ “อากาศสะอาด” กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าและเข้าถึงได้ไม่เท่าเทียม คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าสามารถปรับตัวและป้องกันตนเองได้มากกว่า เช่น การย้ายไปอาศัยในโครงการที่อยู่อาศัยปิด มีระบบกรองอากาศภายใน การซื้อเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูง การทำงานจากบ้าน หรือแม้แต่การเดินทางออกจากเชียงใหม่ในช่วงฤดูฝุ่น ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยจำนวนมากไม่มีทางเลือกดังกล่าว พวกเขายังคงต้องทำงานกลางแจ้ง หรือใช้ชีวิตในอาคารที่ไม่มีระบบป้องกันฝุ่น คนที่มีรายได้น้อยจึงไม่ได้เผชิญเพียงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องรับภาระด้านสุขภาพจากมลพิษมากกว่ากลุ่มอื่นด้วย ปัญหาฝุ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตและสิทธิในการใช้เมืองด้วย

ปัญหาฝุ่นยังเปลี่ยนแปลง “ประสบการณ์การใช้ชีวิต” ของผู้คนในเมืองอย่างลึกซึ้ง ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตในพื้นที่ปิดมากขึ้น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และต้องปรับพฤติกรรมประจำวันตามคุณภาพอากาศ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเมืองจึงเปลี่ยนไปจากเดิม เมืองที่เคยถูกจินตนาการว่าเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเดิน การพบปะ หรือการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนต้องเฝ้าระวังอากาศตลอดเวลา แม้กระทั่งการมองเห็นภูเขาดอยสุเทพซึ่งเคยเป็นภาพจำสำคัญของเชียงใหม่ ก็เริ่มถูกบดบังด้วยหมอกควันในหลายช่วงของปี สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า PM 2.5 ไม่ได้ทำลายเพียงสุขภาพ แต่ยังกระทบต่อความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้คนกับพื้นที่เมือง

วิกฤต PM 2.5 ยังส่งผลต่อรูปแบบเศรษฐกิจและการใช้พื้นที่ของเมืองเชียงใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจบางประเภท เช่น คาเฟ่ co-working space หรือที่พักระยะยาว เริ่มปรับตัวโดยเน้นการสร้าง “พื้นที่ปลอดฝุ่น” ผ่านระบบกรองอากาศและการออกแบบพื้นที่ปิด สิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดขายใหม่ของเมือง และสะท้อนว่าคุณภาพอากาศกำลังถูกทำให้เป็นสินค้าในระบบทุนนิยมเมือง ผู้ที่สามารถจ่ายได้จึงเข้าถึงความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีกว่า ขณะที่คนอีกจำนวนมากยังไม่มีโอกาสดังกล่าว “Environmental Gentrification” หรือการเปลี่ยนแปลงเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมนี้แตกต่างจาก Gentrification แบบดั้งเดิมที่มักเกิดจากการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ในกรณีของเชียงใหม่ ปัญหาฝุ่นควันได้กลายเป็นปัจจัยที่กำหนดมูลค่าของพื้นที่เมือง และกำหนดว่าใครสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าได้บ้าง อีกประเด็นที่สำคัญคือภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ในฐานะ “เมืองน่าอยู่” กำลังเกิดความย้อนแย้งอย่างชัดเจน แม้เมืองจะยังเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ในเวลาเดียวกันก็กลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศเป็นพิษ ความย้อนแย้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง “เมืองน่าอยู่” อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน เพราะคนบางกลุ่มสามารถซื้อความปลอดภัยและสุขภาพได้ ขณะที่บางกลุ่มต้องอยู่กับความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ฝุ่นยังสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการ ช่วง “Low season” ของภาคเหนือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “Smoke season” ที่เฉพาะเจาะจงถึง “ควัน” ที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน กลุ่มทุนภายในพื้นที่เมืองจึงขาดแคลนรายได้จากนักท่องเที่ยว และขาดแคลนรายได้จากกลุ่มผู้อาศัยที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดีเนื่องจากคนกลุ่มนี้ย้ายออกจากเมืองแบบชั่วคราว ระยะเวลาของ “Smoke season” ราวสามเดือนทำให้เกิดช่องว่างของระยะเวลาการจ้างงาน มีการเลิกจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวมากยิ่งขึ้น ทำให้แรงงานขาดความมั่นคงในการประกอบอาชีพโดยเฉพาะกลุ่มงานรับจ้างทั่วไปและงานบริการที่ไม่มีสัญญาจ้าง ดังนั้น การทำความเข้าใจ Gentrification รูปแบบใหม่ในเชียงใหม่จึงไม่ควรมองเพียงมิติของเศรษฐกิจหรืออสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรเมืองด้วย วิกฤต PM 2.5 จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะฤดูกาล แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของเมืองและสร้างความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุด หากภาครัฐและสังคมยังไม่สามารถจัดการปัญหาฝุ่นควันได้อย่างจริงจัง เชียงใหม่อาจพัฒนาไปสู่เมืองที่คุณภาพอากาศกลายเป็น “อภิสิทธิ์” ของคนบางกลุ่ม มากกว่าจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน และเมื่ออากาศสะอาดกลายเป็นสินค้าที่ต้องซื้อหาได้ด้วยทุนทางเศรษฐกิจ เมืองก็อาจยิ่งห่างไกลจากความเป็นธรรมทางสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ และคงหนีไม่พ้นที่ประชาชนต้องกลับมาเปิดเครื่องฟอกอากาศและใส่หน้ากาก N95 พร้อมกันทั้งภาคเหนืออีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของปีต่อ ๆ ไปแน่นอน

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Hutchings H, Zhang Q, Grady S, Mabe L, Okereke IC. (2023). Gentrification and Air Quality in a Large Urban County in the United States. International Journal Environ Research Public Health, 20(6): 4762. https://doi.org/0.3390/ijerph20064762

Jung, K. H., Pitkowsky, Z., Argenio, K. L., Quinn, J. W., Stingone, J. A., Rundle, A. G., Bruzzese, J.-M., Chillrud, S., Perzanowski, M., & Lovinsky-Desir, S. (2025). The Impacts of Gentrification on Air Pollutant Levels and Child Opportunity Index near New York City Schools. Environments, 12(6): 199. https://doi.org/10.3390/environments12060199

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

12/05/2026

📣 ประชาสัมพันธ์การจัดงานใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิล และขบวนแห่พระเจ้าฝนแสนห่า ประจำปี 2569

ระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่กำหนดจัดงาน “ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิล” ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งถือเป็นประเพณีสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. จะมีการจัด “ขบวนแห่พระเจ้าฝนแสนห่า” พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางดังต่อไปนี้

🚩 เส้นทางขบวนแห่
วัดเจดีย์หลวง → ถนนพระปกเกล้า → แยกกลางเวียง → หน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ → แยกโรงเรียนยุพราช → ถนนราชวิถี → แยกบุญอยู่ → จุดกลับรถสมเพชร → ถนนช้างม่อย → แยกซุ้มประตูจีน → ถนนช้างม่อยตัดใหม่ → แยกวัดแสนฝาง → ถนนท่าแพ → ข่วงประตูท่าแพ → ถนนราชดำเนิน → แยกวัดพันอ้น → แยกกลางเวียง → ถนนพระปกเกล้า และสิ้นสุดที่วัดเจดีย์หลวง

📍 จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนและผู้ใช้เส้นทางได้รับทราบ และวางแผนการเดินทางล่วงหน้าในช่วงวันและเวลาดังกล่าว

🚓 ทั้งนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและเจ้าหน้าที่เทศกิจร่วมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรตลอดเส้นทางขบวนแห่ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นพิธี

#จราจรเชียงใหม่
☎️ โทร. 053-235595

แนบกำหนดการไว้ในช่องความคิดเห็นนะคะ
12/05/2026

แนบกำหนดการไว้ในช่องความคิดเห็นนะคะ

ร่วมนับถอยหลังสู่ประเพณีอันงดงามของนครเชียงใหม่

✨ ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ประจำปี 2569 🌸

🗓️ วันที่ 13 - 19 พฤษภาคม 2569
และพิธีทำบุญออกอินทขีล ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
📍 ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

📸 ท่านใดที่เคยเข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมา เชิญร่วมแบ่งปันภาพถ่ายและความประทับใจผ่านทางคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ ✨

#เทศบาลนครเชียงใหม่
#เชียงใหม่ใหม่เสมอ
#นครแห่งศิลปวัฒนธรรมล้านนา
#ใส่ขันดอก #อินทขีล

07/05/2026
ปุ้ง!! 🎉🎉 Map ที่ 2!! แผนที่เขตลอยเคราะห์-ช้างม่อย - คำเที่ยง สามารถแวะไปแสดงความเห็นกันได้ที่ AnywayCafe.cnx แบบเริ่ดเล...
06/05/2026

ปุ้ง!! 🎉🎉 Map ที่ 2!! แผนที่เขตลอยเคราะห์-ช้างม่อย - คำเที่ยง สามารถแวะไปแสดงความเห็นกันได้ที่ AnywayCafe.cnx แบบเริ่ดเลยล่ะ เสียงของทุกคนสำคัญเสมอ มาส่งเสียงกันด้วยการไปแปะสติกเกอร์กันเยอะ ๆ น้า 💚💛❤️

พิกัดร้าน >> https://maps.app.goo.gl/kV5FrWNQ23Si4U837
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 09.00-18.00 น.
-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#วันแรงงาน

ที่อยู่

Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6653943530

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย:

แชร์