ศูนย์การปรึกษาเชิงจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา

ศูนย์การปรึกษาเชิงจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา ศูนย์ให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิท?

สวัสดีค่ะทุกท่าน ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มให้เราได้สัมผัสความหนาวเย็นได้อาจจะไม่มากนักแต่ก็ก็ทำให้สดชื่นขึ้น  ใครที่ไปเที่ยวไหน...
28/12/2023

สวัสดีค่ะทุกท่าน ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มให้เราได้สัมผัสความหนาวเย็นได้อาจจะไม่มากนักแต่ก็ก็ทำให้สดชื่นขึ้น ใครที่ไปเที่ยวไหนแล้วคลายเครียด ทำให้มีประสบการณ์ใหม่ในชีวิตก็เขียนมาเล่ากันในเพจนะคะแล้วก็ท่านใดที่มีความทุกข์แล้วปรับแก้ได้ผลเขียนมาในเพจได้เช่นกัน  แอดมินรอฟังอยู่นะคะสวัสดีปีใหม่ค่ะ

05/11/2023
เมื่อเพื่อนบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย.บอกก่อนว่าเรื่องนี้ sensitive มากกกกก แต่ละคนก็ต่างกันไป ไม่ใช่ทุกคนจะเข้ากับทุกวิธีเสมอไ...
03/11/2023

เมื่อเพื่อนบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย.

บอกก่อนว่าเรื่องนี้ sensitive มากกกกก แต่ละคนก็ต่างกันไป ไม่ใช่ทุกคนจะเข้ากับทุกวิธีเสมอไป เราต้องสังเกตเขาให้มากๆ และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ใช่ไม่ใช่ยังไงมาคุยกันหลังไมค์ได้นะ หรือมีมุมมองอื่นๆก็มาแชร์กันได้เล๊ยยย

——- ขอทำความเข้าใจกันก่อน ——-

ไม่ว่าเขาจะบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย เพราะอยากทำจริงๆ หรือเพราะ(เราคิด)ว่าเขาเรียกร้องความสนใจก็ตาม เราก็ควรฟังเขาให้มากๆอยู่ดี

คนที่เรียกร้องความสนใจ ส่วนมากก็เพราะเขารู้สึกไม่เติมเต็ม ถ้าเราให้ความรักและการยอมรับในตัวตน (ไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เขาทำ แต่ต้องยอมรับตัวตนเขา) หรือสามารถพาไปหา “คนสำคัญ” ที่เขาอยากให้สนใจ วันนึงเขาอาจไม่ต้องเรียกร้องความสนใจอีก

ส่วนคนที่อยากทำจริงๆ ส่วนมากคือ เจ็บปวดมาจากหลายเหตุผล และไม่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ไม่รู้จะไปต่อยังไง ไม่รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง หรือเขาเอาตัวเองไปผูกกับอะไรบางอย่าง แล้วตอนนี้มันหายไปหรือไม่ได้ดั่งใจ โลกเขาก็เลยพังทลาย หรือบางทีก็แค่อยากหยุดความเจ็บปวดทั้งหมด...

แต่ละคนมีเหตุผลไม่เหมือนกัน แต่เราต้องฟังให้ออกว่าจริงๆมันเป็นเพราะอะไร บางทีเขาก็ไม่สามารถบอกได้ชัดๆขนาดนั้น เราต้องฟังจนจับสาเหตุจริงๆให้ได้ ไม่งั้นก็ไปต่อไม่ได้

แต่เอาจริงๆนะ การที่เขาโทรหรือมาขอความช่วยเหลือกับเรา แปลว่าลึกๆเขาก็ยังอยากมีอะไรที่มาฉุดรั้งเขาไว้ เพราะถ้าไม่มีจริงๆเขาก็คงทำโดยไม่ปรึกษาใครไปแล้ว

อีกอย่างนึงคือ การถามว่าแกมีความคิดอยากจะฆ่าตัวตายไหม ไม่ได้เป็นการชี้โพรงให้กระรอก

ถ้าเราถามคำถามนี้กับคนที่ชีวิตแฮปปี้ เขาคงไม่แบบ เอ้ออ น่าสนใจนะ อยากลองมั่งจัง งี้หรอก 5555

และถ้าเขาบอกว่าคิดอยู่ และก็อาจจะถามว่าได้ลองพยายามจะทำสิ่งนั้นจริงๆหรือยัง ซึ่งเรามองว่ามันจะเป็นการดีด้วยซ้ำที่ได้เช็คความเสี่ยง จะได้ช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ดีกว่าเพื่อนจากไปโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรแบบนี้มาตลอดและไม่กล้าบอกใคร

——- Mindset เรื่องการช่วยเหลือ ——-

จริงอยู่ว่า เราอาจจะเป็นคนสำคัญที่เขาไว้ใจ หรือเราอาจจะเป็นคนเดียวที่เขาเล่าเรื่องนี้ได้ แต่เราไม่ใช่คนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตเขา

ถ้าเราทำเต็มที่ในทุกๆด้าน(ที่จะบอกต่อไปนี้แล้ว) แต่สุดท้าย เขาก็เลือกจากเราไปอยู่ดี เราก็ต้องให้เกียรติกับการตัดสินใจของเขา และไม่โทษตัวเองด้วย

ถ้าเป็นคริสเตียน เราจะบอกว่า พระเจ้าที่เข้าแทรกแซงได้ทุกความคิดจิตใจ ยังห้ามเขาไม่ได้ และให้สิทธิเขาในการเลือก แล้วเราเป็นใคร ที่จะไปควบคุมหรือรับผิดชอบชีวิตเขา

อีกอย่างนึงคือ เราควรช่วยให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ช่วยให้เขายืนเกาะเรา

มันเป็นเส้นบางๆนะ แต่ถ้าถึงจุดนึงที่เขาดูเข้มแข็งขึ้นบ้างแล้ว เราควรช่วยให้เขามีวิธีจัดการความเครียดให้ดีขึ้น มีคนอื่นที่จะช่วยเขาได้มากขึ้น

และถ้าเราผูกติดกับเขาจนเกินไป เราเองอาจจะกลายเป็นคนที่มีปัญหาและต้องการการช่วยเหลืออีกคน

เพราะงั้นก็ต้องดูแลใจตัวเองด้วยนาจา

——- สิ่งที่แนะนำ เมื่อมีเพื่อนบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย ——-

1.ถามก่อนว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ทำอะไรอยู่

เพื่อเช็คว่ามีความเสี่ยงแค่ไหน และประเมินการช่วยเหลือ ถ้าอยู่คนเดียว บนดาดฟ้า งี้ น่าจะต้องเรียกตำรวจ หรือให้คนอื่นมาช่วยด้วยแล้วแหละ แต่ถ้ายังอยู่ในห้อง มีเพื่อนอยู่ด้วย ก็จะคุยกันได้ยาวหน่อย

2.ฟังและกอด ให้มากกว่าถามหรือพูด

การสอน การแนะนำว่าทำไมไม่คิดแบบนั้นแบบนี้ มีคนที่ลำบากกว่าเราเยอะ หรือแม้แต่บอกว่ามันบาปนะ กราบเถอะค่ะ ถือว่าขอ 5555 ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็ไม่ต้องพูดก็ได้ (ไม่ได้ประชดนะ หมายความแบบนั้นจริงๆ)

เพราะการสั่งสอนต่างๆเหมือนเป็นการบอกอ้อมๆว่า ที่ผ่านมาเขายังทำหรือคิดได้ไม่ดีพอ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าตัวเขานั้นแย่หรือล้มเหลว

การฟังโดยไม่ติดสินและการสัมผัส จะเป็นการให้เขารับรู้ในสิ่งที่คำพูดทำไม่ได้ นั่นคือให้เขารู้สึกมีคุณค่า จากการมีคนตั้งใจฟังและเห็นความสำคัญของความรู้สึกเขา และกอดหรือจับมือเพื่อให้รู้สึกถึงการมีตัวตน ให้ร่างกายได้สื่อสารกัน

3.ติดต่อและไปหาให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

จริงๆก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ถ้าจะฆ่าตัวตายตลอดเวลา ในบางเคสอาจจะต้องมีคนเฝ้าเลย ปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้

แต่ถ้าไม่เสี่ยงมากขนาดนั้น อาจใช้วิธีหยอดๆไป เช่น เดี๋ยวอีก 1 ชม.โทรมาใหม่นะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหานะ อย่างน้อยก็ช่วยยืดไปได้อีกหน่อย

เพราะการกระทำแบบนี้แปลว่า เราหวงแหนชีวิตเขาจริงๆนะ

4.คำพูดที่พูดยังไงก็ไม่ผิด

คือบางคนก็กลัวว่าถ้าพูดอะไรผิดไป จะกระตุ้นให้เขาฆ่าตัวตายไหม

คือเราจะบอกว่า ระวังอ่ะดีแล้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือความจริงใจ ถ้าเราระวังและเกร็งจนเกินไป ความจริงใจก็จะไม่ออกมา

และทางเราก็มีประโยคแนะนำที่อยากให้ทุกคนพูดด้วยความจริงใจ

“แกยังมีเราเสมอนะ เราจะอยู่ข้างๆ มีอะไรบอกเราได้ตลอดเลยนะ”

“เราอาจจะไม่เข้าใจแกทุกอย่าง แต่เราแคร์ความรู้สึกแกนะ”

ส่วนถ้าไม่รู้จะถามอะไร ก็อาจจะถามว่า “มีอะไรที่ตอนนี้เราพอจะช่วยแกได้บ้าง?”

สุดท้าย ถ้าฟังมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกยากไป เข้าไม่ถึง เราขอแนะนำ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ สะมาริตันส์ 02-713-6793 เป็นองค์กรที่รับฟังคนที่อยากฆ่าตัวตายโดยเฉพาะ

และลองคุยดูว่าเพื่อนพร้อมจะคุยหรือรับความช่วยเหลือจากคนอื่นไหม ถ้าโอเค ก็ไปโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวชได้เลย

Reference
https://www.helpguide.org/articles/suicide-prevention/suicide-prevention.htm

https://www.verywellmind.com/what-to-do-when-a-friend-is-suicidal-1065472

ขอตามกระแสภาพยนตร์เรื่อง Long Live Love ที่เปิดเรื่องมา ก็เจอกับประโยคสุดกระแทกใจ “ในคนสองคน มันจะมีคนนึงที่รักอีกคนนึงม...
03/11/2023

ขอตามกระแสภาพยนตร์เรื่อง Long Live Love ที่เปิดเรื่องมา ก็เจอกับประโยคสุดกระแทกใจ “ในคนสองคน มันจะมีคนนึงที่รักอีกคนนึงมากกว่าเสมอ เพราะคนคนนั้นลืมรักตัวเอง” ในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบไหน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในความสัมพันธ์นั้นมีทั้งสุขทั้งทุกข์ มีรอยยิ้ม และมีน้ำตา ไม่ว่าความสัมพันธ์ของคุณจะเป็นแบบไหน ก็อย่าลืมที่จะรักตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะสุขหรือทุกข์ไปกับคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็คือตัวของคุณเอง

รับมืออย่างไรเมื่อคิดมากเราพบว่าในบางครั้งตัวเองคิดวนไปมาในบางสถานการณ์มากเกินไปเป็นครั้งคราว แต่เมื่อการคิดวนนี้นี้กลาย...
30/10/2023

รับมืออย่างไรเมื่อคิดมาก
เราพบว่าในบางครั้งตัวเองคิดวนไปมาในบางสถานการณ์มากเกินไปเป็นครั้งคราว แต่เมื่อการคิดวนนี้นี้กลายเป็นนิสัยก็อาจสร้างความเสียหายได้ ซึ่งการคิดมากหรือ 'การครุ่นคิด' หมายถึงการไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ ปฏิกิริยา หรืออารมณ์เชิงลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล และแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้น

สาเหตุของการคิดมาก
• เหตุการณ์ในชีวิต : บ่อยครั้งที่การคิดมากเกิดขึ้นจากเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การทะเลาะกับคนรัก ความขัดแย้งในที่ทำงาน หรือความผิดพลาดส่วนตัว สิ่งเหล่านี้สามารถวนเวียนอยู่ในความคิดของเราอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
• ลักษณะบุคลิกภาพ : บุคคลที่นิยมความสมบูรณ์แบบหรือมีความวิตกกังวลในระดับสูงอาจเสี่ยงต่อการครุ่นคิดมากกว่าปกติ
• ภาวะสุขภาพจิต : การคิดมากอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตในวงกว้าง เช่น โรควิตกกังวลทั่วไป อาการซึมเศร้า หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

ผลของการคิดมาก
• การคิดมากไม่เพียงทำให้คุณตื่นกลางดึกเท่านั้น มันสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณได้หลายวิธี:
• ความสามารถในการตัดสินใจลดลง : เมื่อเผชิญกับความคิดหรือทางเลือกมากเกินไป การตัดสินใจชัดเจนจะกลายเป็นเรื่องยากและท้าทาย
• การจัดการอารมณ์ : การจมอยู่กับความคิดเชิงลบอย่างต่อเนื่องจะทำให้พลังงานทางอารมณ์ของคุณลดลง นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง
• ปัญหาสุขภาพกาย : คนที่คิดมากเรื้อรังมักประสบปัญหานอนไม่หลับ ปวดศีรษะ หรือแม้แต่ปัญหาระบบทางเดินอาหาร

ข่าวดีก็คือ คุณสามารถจัดการและลดปัญหาการครุ่นคิดได้โดย
• ฝึกสติ : การ 'อยู่กับปัจจุบัน' สามารถหันเหความสนใจของคุณจากความเสียใจในอดีตได้ การฝึกเจริญสติง่ายๆ เช่น เพ่งความสนใจไปที่การหายใจหรือการสังเกตเสียง กลิ่น และสัมผัสรอบตัวจริงๆ สามารถช่วยหยุดวงจรของการใคร่ครวญได้
• มีกิจกรรมทางร่างกาย : การเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว การเข้ายิม หรือโยคะ สามารถทำให้จิตใจของคุณปลอดโปร่งและลดความวิตกกังวลได้
• เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ : ทำกิจกรรมที่คุณชอบ การอ่านหนังสือ วาดรูป หรือแม้แต่การจัดบ้านสามารถเปลี่ยนโฟกัสของคุณได้
• มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่เสมอ : การพูดคุยกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว สามารถเสนอมุมมองใหม่ๆ และทำให้คุณตระหนักว่าการคิดมากไม่ได้ช่วยอะไร
• ปรับกรอบความคิดของคุณใหม่ : แทนที่จะมองว่าสถานการณ์เป็นเหตุการณ์หายนะ ให้ลองมองภาพใหญ่ขึ้น เช่น ถามตัวเองว่า : "จะเกิดอะไรขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้า?"
• สร้างกิจวัตร : การสร้างกิจวัตรที่แน่นอนช่วยลดการคิดมากได้ เช่น การจัดตารางการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับเป็นประจำสามารถทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยว ทำให้ลดการคิดมากลงได้
• ลดสิ่งกระตุ้น : การลดการบริโภคคาเฟอีนและนิโคตินสามารถลดความวิตกกังวล และทำให้คิดมากลงได้
• ธรรมชาติบำบัด : การใช้เวลาอยู่กลางแจ้งช่วยลดการครุ่นคิด อากาศบริสุทธิ์ผสมผสานกับผลอันเงียบสงบของธรรมชาติสามารถทำหน้าที่เป็นยาแก้พิษตามธรรมชาติได้
• การจดบันทึก: บางครั้งการเขียนบันทึกความคิดของคุณอาจทำให้ดูน่ากลัวน้อยลง ทั้งยังช่วยให้คุณรู้จักรูปแบบตัวกระตุ้นได้อีกด้วย
• ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ : หากการคิดมากของคุณส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของคุณหรือมีปัญหาสุขภาพจิต นั่นอาจถึงเวลาที่ต้องได้รับการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการกับความคิดมากที่เกิดขึ้น

สรุป
การคิดมากอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางครั้งมันก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจเรา การรู้สึกตัวว่าเราเริ่มหลงเข้าไปในวังวนของความคิดคือการเริ่มต้นที่ดีในการหาทางออก แม้ว่าสมองจะมีการช่วยเหลือตนเองได้เป็นอย่างดี แต่หากรู้สึกว่าความครุ่นคิดของคุณเริ่มมากเกินไป ก็อย่าลังเลที่จะปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา : Jones, H. (2023, October 2). 10 Exercises That Help You Stop Overthinking. Verywellhealth. https://www.verywellhealth.com/how-to-stop-overthinking-7570368

ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ หัวข้อ Apply Movie Therapy to Practice in Counseling Psychologyบรรยายโดยนายแพทย...
30/08/2023

ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ หัวข้อ

Apply Movie Therapy to Practice in Counseling Psychology

บรรยายโดย
นายแพทย์การันตร์ วงศ์ปราการสันติ นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลสวนปรุง

ดำเนินรายการโดย
นางสายใจ ไกรศรีสินสุข

วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2566
เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ ห้องประชุมนิล โรงแรมเอเชีย พัทยา

สนใจสำรองที่นั่ง
ติดต่อ 08 0587 5678

ดำเนินการโดย
นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

17/04/2023

"ภาวะ Dead Inside" การขาดความมีชีวิตชีวา ไม่สุขไม่ทุกข์

เป็นภาวะการปรับตัวแบบหลีกเลี่ยงอย่างนึง ด้วยการเฉยๆไปทุกเรื่อง ความไม่ยินดียินร้ายใดใด

ผลเสียกับตัวเอง อาจทำให้เราไม่สนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราหรือคนอื่น เช่น จะสอบได้หรือไม่ก็ไม่เป็นไร
ตลอดจน ความเฉยชา เป็นความรู้สึกที่นำมาซึ่งความคิด ตลอดจนพฤติกรรม ไม่ใส่ใจ ไม่ตอบสนอง
คนอื่นอาจจะรู้สึกว่าถูกลืม ถูกละเลยซึ่งกระทบกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแน่นอน

~ ความมีชีวิตชีวาของเราหายไปหรือเปล่า

- ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เหมือน ไม่แข่งก็ไม่แพ้ อยู่เฉยๆดีกว่าอาจจะต้องเจ็บตัว บางคนคิดลบกับตัวเอง ไม่ลงมือทำ เพราะกลัวความล้มเหลว กลัวความผิดพลาด กลัวถูกปฏิเสธ เพราะความรู้สึกดังกล่าว ทำให้คิดได้ว่า ตนเองไม่มีคุณค่าเพียงพอ

- ความสิ้นหวัง อาจมีบางอย่างที่เป็นเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเราหรือคนที่เรารัก ทำให้เรารู้สึกผิดหวังและหมดหวังกับชีวิตไป

- ความเบื่อหน่ายกับกิจวัตรประจำวัน เหมือนไม่มีอะไรที่ทำให้สนุกสนานหรือพึงพอใจ หรือภาคภูมิใจในชีวิตของตนเองได้

- ไม่มีแรงจูงใจในการทำหน้าที่ หรือรับผิดชอบเป็นพิเศษ ไม่รู้สึกสนใจหรือ กระตือรือร้น ใดใด ทั้งเรื่องงาน เรียน งานอดิเรก ดนตรี กีฬา หรือแม้แต่ในตัวบุคคลอื่น รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตไปวันๆ

- ทำซ้ำๆเฉพาะที่คิดว่าตัวเองทำได้ เช่น เล่นอินเตอร์เน็ต ไถมือถือ ไปเรื่อยๆ จนหมดวัน

- ไม่สามารถทุ่มเทกับสิ่งใด ไม่มีเป้าหมายใดให้มุ่งมั่นหรือไม่พบสิ่งที่คุ้มค่ากับความพยายาม

……………………………………………………………………………………………

~ ดูแลใจ ❤️ ปลุกความมีชีวิตชีวากันใหม่

-หากรู้ตัวว่าเริ่มมีสัญญาณของอาการดังกล่าว ให้ตั้งใจกับตนเองว่า จะดูแลสุขภาพใจของตนอย่างจริงจัง

-พิจารณาว่า ความเฉยชาไม่แยแส มาจากไหน ความกลัวตนเองไม่มีคุณค่าเพียงพอก็ดี ความสิ้นหวังในชีวิตก็ดี ความเบื่อหน่ายขั้นสุดก็ดี ความคิดลบดังกล่าว อาจก้าวข้ามได้ด้วย “การให้อภัยตนเอง”

- ใส่ความแปลกใหม่ให้ตัวเอง ท้าทายตนเองมากขึ้น เช่นคุยกับคนที่ไม่รู้จักในที่ทำงาน เปลี่ยนแปลงอาหารที่กินประจำ เดินเที่ยวเล่นแทนการเล่นอินเตอร์เน็ต
บางครั้งเราอาจลงรถไฟฟ้าก่อนซักสองสถานีเพื่อเดินกลับบ้านและสังเกตวิถีชีวิตของผู้คน สิ่งรอบข้างในระหว่างทาง

- ปรับความคิด เปลี่ยนสิ่งที่ “ต้องทำ” ให้เป็นสิ่งที่ “ต้องการ” ถ้ามีความต้องการเราจะมุ่งมั่นที่จะทำซึ่งหลายครั้งที่เราอาจจะพบว่า เราไม่ได้ชอบสิ่งที่เราทำหรอก แต่เราชอบตัวเองตอนที่อดทน พยายามทำสิ่งนั้นต่างหาก เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกชอบไม่ว่าจะเป็นงาน หรือ ตัวเอง เราจะหาเวลาและโอกาสที่จะทำ

- ระลึกถึงช่วงที่ดี เหมือนระลึกถึงการกลับมาตื่นรู้ของตนเองอีกครั้ง คิดถึงช่วงเวลาที่มีความสุขหรือความรู้สึกกระตือรือร้นมีชีวิตชีวาของตนเอง

- "ภาวะ Dead Inside" การขาดความมีชีวิตชีวา เป็นประตูเปิดไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้เยอะมาก การพบกับนักจิตวิทยา เพื่อช่วยคลี่คลายให้เข้าใจที่มาที่ไปของความไม่แยแส ไม่ใส่ใจนี้ อาจช่วยให้สามารถกลับมา ยิ้มหรือร้องไห้ ได้จากหัวใจที่แท้จริง ช่วยลดปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นนะคะ 🙂

02/04/2023

Locus control คือ ความเชื่อในความสามารถของตน

เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาที่ชื่อว่า Julian rotter สนใจ เขาได้อธิบายถึงพื้นที่ของความเชื่อมั่นในตนเองของบุคคลว่า มนุษย์เชื่อว่าสิ่งต่างๆนั้นสามารถควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้มากเพียงใด

พื้นที่ส่วนที่ควบคุมได้เรียกว่า Internal locus control เช่น ความสามารถ การกระทำหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

พื้นที่ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ เป็นพื้นที่นอกเหนือจากการควบคุม เราเรียกว่า External control อย่างเช่น โชคดี เฮง พรหมลิขิต

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไปทำงานสาย เราเลือกที่จะตื่นเช้าขึ้นหรือบอกว่าการจราจรในกรุงเทพเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักเรียนนักศึกษาสอบ เราเลือกที่จะอ่านหนังสืออย่างทุ่มเท หรือ โยนหัวก้อย แล้วแต่แรงอธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์

คุณเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้มากกว่ากัน
ซึ่งความเชื่อทั้ง 2 แบบ ล้วนมีประโยชน์ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความยืดหยุ่นทางความคิดนะคะ

หากเราเชื่อในความสามารถภายในเยอะเกินไป เช่น ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ทำทุกอย่างทุ่มเทโดยไม่ปล่อยวาง อาจทำให้เครียด หรือ วิตกกังวลได้
แต่หากเราเชื่อในความสามารถภายนอกเยอะเกินไป เช่น บุญทำกรรมแต่ง อาจทำให้ใช้ชีวิตไปวันวัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยตัดสินใจ ขาดแรงจูงใจ ไม่ตั้งไจทำอะไร

หลายครั้งที่เราใช้หลักการของJulian มาใช้ในการสร้างแรงจูงใจค่ะ

เช่น ถ้าเราเดินไปตามทางถนนที่ไม่มีใคร และไม่มีกล้องวงจรปิด และพบเงินที่ตกอยู่ 100 บาท เราอาจจะตัดสินใจเดินผ่านไป ไม่สนใจ
หากเปลี่ยนเป็นเงิน 1,000,000 บาทหล่ะ …? เรายังตัดสินใจเดินผ่านไปไม่สนใจได้หรือไม่
บางครั้งเราจึงเลือกที่จัดการที่ External locus control ก่อนค่ะ ทำถนนให้ปลอดภัยมีไฟส่องสว่างมีกล้องวงจรปิดที่สามารถใช้การได้ ช่วยในเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์

แล้วเราจะจัดการเจ้า Locus control ความเชื่อในความสามารถของตนอย่างไรดี ให้สามารถมีสมดุลของทั้งภายนอก และภายในอย่างลงตัว

1. ฝึกความรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนค่ะ ว่าอาจมีทั้งด้านดีและไม่ดี ลองทบทวนดูว่าคุณเป็นผู้เล่นส่วนไหนมากกว่ากันควบคุมภายนอกหรือควบคุมภายใน

2. เขียนออกมาให้เห็นชัดเจน ว่าเราคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นี้ การทำ Self monitoring ผ่านการเขียนบ่อยๆ จะช่วยฝึกให้เราเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น

3. พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเริ่มรู้สึกว่ากำลังเชื่อ ในความสามารถในการควบคุมภายนอกมากกว่าให้ลองคิด “ท้าทายตนเองมากขึ้น” แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่ากำลังเชื่อในความสามารถการควบคุมตนเองมากไป จนเกิดคิดโทษตัวเอง ให้ลองทบทวนใหม่ว่า “เราได้ทำอะไรลงไปบ้างนะ”

4. หลีกเลี่ยงความคิดแบบสุดขั้ว (Dichotomous) ที่ว่า เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยหรือเราควบคุมทุกอย่างมากจนเกินไป เปิดใจให้กับพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น รักษาสมดุลทั้ง 2 ด้านมากขึ้น

5. แทรกแซงความคิดที่เกิดขึ้นเปลี่ยนให้เป็นการกระทำ ทั้งส่วนที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ อย่างเช่น ถ้าเริ่มรู้สึกว่ากำลังเชื่อ ในความสามารถในการควบคุมภายนอกมากกว่า ลองดูซิว่า “ฉันจะทำอะไรเพิ่มเติมอีกได้บ้าง” แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่ากำลังเชื่อในความสามารถการควบคุมจนเองมากไป จนอาจจะเครียด หรือ กังวล “ให้พอแล้วแหละ ในที่สุดเราจะหยุดพัก และจะปล่อยวางเรื่องนี้ไป” เพราะทำในส่วนที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่แล้ว

อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ทั้งสิ้น

“ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ประโยคนี้เป็นเท็จ เพราะความพยายามเป็นเรื่องของคน ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้า” …/ อาจารย์ของแอดมินกล่าวไว้ ❤️

แต่หากรู้สึกสงสัยในตนเอง ตกลงเรากำลังเชื่ออะไรมากกว่ากัน ขาดสมดุลของทั้งสองด้านไป

ลองปรึกษานักจิตวิทยาดูนะคะ 🙂

27/03/2023

ในสมัยก่อน ที่ยังไม่มีInternet การจะเป็นที่รู้จัก โด่งดังได้ ต้องผ่านผู้อื่น หรือมีสังกัดแมวมอง

แต่ในยุคที่ทุกคนสามารถเชื่อมโยงกันได้เองอย่างกว้างขวาง การเป็น Vlogger โด่งดัง เราก็สามารถเข้าวงการเองได้ หากทำคลิปที่เป็นไวรัล เราก็สามารถดังได้ชั่วข้ามคืน

Vlogger ผู้นำเสนอความเป็นตัวเอง ความสามารถในด้านต่างๆ รีวิวการใช้เครื่องสำอาง การทำอาหาร เล่นดนตรีเพื่อความบันเทิง และมีนัยยะเป็นภาพลักษณ์ของความสุขความสำเร็จด้วย

ความรู้สึกเป็นอิสระในอินเตอร์เน็ตเราจะโพสต์อะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร และการเข้าถึงกลุ่มคนได้มากกว่าทำให้มีการหารายได้ มีเรื่องของเศรษฐกิจบนโลกออนไลน์ ยิ่งเป็นรางวัลให้ผู้คนสนใจที่จะเป็น Vlogger กันมากขึ้น

แน่นอน… ก็คงมีข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

เช่น….

- อย่าลืมว่า ร่องรอยดิจิตอล Digital Footprint จะไม่ลืม มันยังคงมีตลอดไปไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ถึงแม้ว่าบางเรื่องเราจะไม่ชอบหรือไม่อยากพูดถึงแล้ว แต่ผู้คนก็จะสามารถรื้อฟื้นขึ้นมาได้ตลอด

- หรือในชีวิตจริงถ้ามีคนสนใจ มีคนพูดถึงเรามากเกินไปเราคงรู้สึกอึดอัด ในอินเตอร์เน็ตถ้าเราอ่านคอมเม้นต์ในทุกๆวัน แม้จะเป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีก็ตาม อาจทำให้เรารู้สึกเครียด หรือกดดัน ได้

- Cyber Bullying การกลั่นแกล้งรังแกบนอินเตอร์เน็ต จากผู้คนที่เราไม่รู้จัก ที่ไม่สามารถจัดการได้เหมือนในชีวิตจริง ทำให้เกิดความเครียด ความเศร้า ความวิตกกังวล

- แนวโน้มของความมั่นใจในตนเองลดลง การถ่ายรูปปกติทั่วไป โดยไม่ใช้แอพพลิเคชันช่วยทำให้ดูดีอาจจะทำให้เราไปกล้าพอที่จะโพสต์รูป

- การโพสต์แสดงตำแหน่งพิกัดที่อยู่ ที่ทำงาน โรงเรียน เรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสมอไป อาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้าถึงตัวได้

- การถ่ายภาพโป๊เปลือย ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กก็ตามวันหน้าเด็กอาจจะไม่ชอบรูป แต่ก็ไม่สามารถจะลบรูปหรือเรื่องราวนี้ด้วย

- เขียนบทบังคับให้เด็กทำออกสื่อ หรือ ภาพเรื่องราวการอบรมสั่งสอนดุด่าลงโทษ ทำให้เด็กไม่ได้โตตามวัย ตลอดจนไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง

- เด็กพิเศษ เป็นเด็กที่มีภาวะการตัดสินใจบกพร่องกว่าเด็กทั่วไปอยู่แล้ว ผลกระทบที่กล่าวมาข้างต้น อาจกระทบกับเด็กได้มากกว่าที่จะคาดถึง

พิจารณาความโด่งดังรายได้และราคาใจที่ต้องจ่ายไปด้วยนะคะ

เครียด เศร้า กังวล กับ social media
ปรึกษานักจิตวิทยาได้ค่ะ 🙂

13/03/2023

Safe Zone พื้นที่แห่งความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ

ถ้าจับคุณโยนออกนอกเครื่องบินโดยไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัย ร่มชูชีพใดใดเลย

คุณจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

ความรู้สึกไม่ปลอดภัยจะเป็นแบบนั้น ….
ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยทางด้านร่างกาย แต่หมายรวมถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางด้านจิตใจด้วย
อาจจะมีความรู้สึกกลัวเป็นอารมณ์หลัก และอาจมีอารมณ์อื่นปะปนมาด้วย เช่น วิตกกังวลว้าวุ่นใจ เหนื่อยล้า หมดหวัง เจ็บใจ เหงาฯ

ในชีวิตจริงคงไม่ได้เป็นแบบนั้นที่จะกระโดดออกนอกเครื่องบินโดยขาดอุปกรณ์ป้องกัน
แต่บางคนอาจรู้สึกเหมือนลอยอยู่กลางอากาศโดยปราศจากเครื่องอุปกรณ์ป้องกัน หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย คล้ายอยู่ในสงครามตลอดเวลา

ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมหรือความสามารถในการจัดการด้วย

ตลอดจนมนุษย์เติบโตมาด้วยความมีโครงสร้างแบบเดิมๆซ้ำๆสม่ำเสมอเรียนรู้ เอาตัวรอดจนเป็นรูปแบบของตนเอง
เมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมหรือจัดการได้อาจทำให้เกิดกลไกป้องกันทางจิตบางอย่างที่จะรับมือแก้ไขปัญหาโดยวิธีการต่อสู้กับปัญหาหรือถอยหนีปัญหา
และถ้าวิธีการต่อสู้หรือถอยหนีเดิมๆที่เราใช้มาเป็นประจำ อาจจะไม่ได้ผลในสถานการณ์ใหม่ใช้ไม่ได้ผล
ก็อาจเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เราอาจจะต้องมีจุดที่เรียกว่า safe zone ไว้ให้ตนเอง

1. อนุญาตให้ตนเองรู้สึกด้านลบได้ คนทั่วไปก็กลัว เศร้าเหงา เพ้อ พอกัน กอดและบอกตัวเองได้ว่า เรากลัวได้นะไม่เป็นไร

2.ใช้ความคิดแบบมีเหตุมีผล ช่วยอธิบายอารมณ์ว่าเราจะเป็นอันตรายจากอะไร อันตรายแค่ไหน

3.พักใน safe zone และก้าวสู่ growth zone โซนของความกล้าหาญและเติบโตทางจิตใจ

4. ระมัดระวัง หาก safe zone กลายเป็น fear zone เพราะอาจจะเป็นจุดปลอดภัยที่ทำให้เราไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางใจใดใด

5. สร้างสมดุล ระหว่าง Growth zone และ Fear zone ด้วย safe zone

6. ทำให้เราเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่และรู้สึกผ่อนคลายได้พร้อมกัน

เป็น safe zone ให้ผู้อื่นได้เช่นกัน

1. ระวังการวิพากษ์วิจารณ์ การตำหนิ และการควบคุมที่มากเกินไปของตนเอง

2. ใช้ความรัก ความใส่ใจ ความปรารถนาดีที่มีเมตตา แม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นแต่ก็ยังเห็นคุณค่าในตัวตนของบุคคลนั้น

3. มีรอยยิ้มและคำชื่นชม ให้เสมอ

🙂

รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ขาด safe zone ใจ
เชิญปรึกษานักจิตวิทยาได้นะคะ ❤️

ที่อยู่

Chon Buri

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์การปรึกษาเชิงจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์